นายกฯ ประกาศความพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาสัปดาห์หน้า เปิดใจรับฟังทุกคำวิจารณ์เป็นมงคลชีวิต ย้ำยึดถือเสียงผู้แทนประชาชน 75 ล้านคนเป็นที่ตั้ง พร้อมแย้มเตรียมอัปเกรดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” สู้ราคาน้ำมันแพง ลั่นไม่หวั่นเกมการเมือง กังวลเพียงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไทยต้องจบลงโดยเร็ว
เมื่อเวลา 09.47 น. วันที่ 1 เมษายน 69 ณ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยระบุว่าขณะนี้ร่างนโยบายเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว คาดว่าจะส่งถึงมือสมาชิกรัฐสภาได้ภายในต้นสัปดาห์นี้ ส่วนกำหนดวันประชุมนั้นให้เป็นหน้าที่ของวิพรรคร่วมรัฐบาลในการประสานงาน
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยยืนยันชัดเจนว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) 44 จะถูกบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายแน่นอน ขณะที่ MOU 43 ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ต่อข้อถามถึงความกังวลว่าฝ่ายค้านอาจใช้เวทีนี้เป็นสนาม “ซ้อมซักฟอก” นายอนุทินกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลายว่า ตนผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายครั้ง และมองว่าทุกคำวิจารณ์หรือข้อเสนอแนะถือเป็น “มงคล” เพราะในคำติชมย่อมมีคำแนะนำที่ดีซ่อนอยู่ พร้อมย้ำว่าตนเป็นคนรับฟังและไม่ดื้อรั้น อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีทีมองครักษ์มาคอยสกัดกั้นฝ่ายค้าน เพราะเชื่อว่าทุกคนคือผู้แทนที่ประชาชนเลือกมา
“ผมต้องมองประชาชนทั้ง 75 ล้านคนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมาเท่านั้น หน้าที่ของผมคือทำให้ปัญหาของชาวบ้านจบสิ้นไปโดยเร็วที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมกังวลยิ่งกว่าเกมการเมืองในสภาฯ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย “คนละครึ่ง” ซึ่งเตรียมปรับโฉมใหม่เป็น “คนละครึ่งพลัส” ตามข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยจะเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ส่วนรายละเอียดว่าจะสามารถใช้เติมน้ำมันได้หรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดอีกครั้ง
สำหรับประเด็นแหล่งเงินทุนในการดำเนินโครงการ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าต้องยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก โดยรัฐบาลมีหน้าที่แสวงหาและบริหารจัดการทรัพยากรให้ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้ดำเนินนโยบายได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว



















