“นายกฯ อนุทิน” เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 17 เม.ย. ประกาศชัดต้องสร้างความเชื่อมั่น เร่งจับกุมผู้ก่อเหตุความรุนแรง พร้อมย้ำหากงานไม่เดินหน้าอาจมีการปรับเปลี่ยนกำลังเจ้าหน้าที่ ยืนยันประเมินผลงานด้วยตนเอง ไม่ต้องอิง KPI
เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ว่า เป้าหมายสำคัญคือการลงไปสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบและเหตุรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สงบ รวมถึงการลอบทำร้ายประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้เร่งรัดการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าแล้วในระดับหนึ่ง
นายอนุทินกล่าวย้ำว่า กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่มีไว้เพื่อปกป้องประเทศ ไม่ใช่ใช้ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง พร้อมระบุว่าได้กำชับฝ่ายความมั่นคงและตำรวจอย่างเข้มงวด หากการทำงานไม่ดีขึ้นก็อาจมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนกำลังเจ้าหน้าที่ เพราะรัฐบาลต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
“วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว แต่เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงานและตอบสนองนโยบายรัฐบาล” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถูกถามถึงกรณีการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่าเป็นการไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ จากเหตุคนร้ายยิงถล่มรถหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ให้กำลังใจอยู่แล้วเมื่อพบกันในสภา แต่การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งไปยังบุคคลใดเป็นพิเศษ หากแต่จะไปติดตามสถานการณ์ภาพรวมในพื้นที่ พร้อมรับฟังปัญหาความมั่นคงและสถานการณ์ต่าง ๆ
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพและมาจากประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อเห็นปัญหาในพื้นที่ ก็จะสามารถกำหนดแนวทางนโยบายและสั่งการได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม
พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังกล่าวอย่างหนักแน่นว่า หากพบการทำงานที่ล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจมีการสับเปลี่ยนกำลังเจ้าหน้าที่ โดยย้ำว่าตนมีอำนาจในการบริหารจัดการ
“ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือใส่เกียร์ 2 แทนเกียร์ 5 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการย้าย ไม่ต้องรอใคร” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามถึงการประเมินผลงานหรือ KPI นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบดังกล่าว เพราะสามารถประเมินผลงานได้ด้วยตนเองจากข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันความมั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง.



















