เทพไท เสนพงศ์ วิเคราะห์ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ชี้ประเด็นฮั้วเลือก ส.ว. เป็นแกนหลักของฝ่ายค้าน หลังพบข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกันพาดพิงรัฐมนตรีถึง 10 คน พร้อมจับตา อนุทิน ชาญวีรกูล ไชยชนก ชิดชอบ และทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งถูกระบุชื่อพร้อมประเด็นกล่าวหาหลายด้าน ขณะที่ศุภมาส อิสระภักดี ก็มีข้อกล่าวหาที่ต้องติดตามการชี้แจงอย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 12 ต.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ วิเคราะห์ทิศทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ตามญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า จับตา อนุทิน-ไชยชนก-ทรงศักดิ์ โดนหนักสุด
มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีรายชื่อคณะรัฐมนตรีจำนวน 18 คน ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการตั้งคำถามว่า ในจำนวน 18 คนนี้ ใครจะเป็นรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจากฝ่ายค้านหนักหน่วงที่สุด หรือเป็นเป้าหมายที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจองกฐินเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าดูการยื่นญัตติ หรือเนื้อหาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามุ่งเน้นในประเด็นสำคัญ คือ
1.ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโกงส.ว.หรือการฮั้วส.ว.
2.ประเด็นเกี่ยวกับการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการ-พนักงานส่วนท้องถิ่น
3.ประเด็นเกี่ยวกับการทุจริตงบประมาณ และการทุจริตโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการทั่วไป
4.ประเด็นเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้งหมด 18 คน จะเห็นได้ว่ามีอยู่จำนวน 10 คน ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปยังการอภิปรายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการโกงเลือกตั้งส.ว.หรือการฮั้วส.ว. เห็นได้จากเนื้อหาหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกอภิปราย ซึ่งจะพูดถึงการดำเนินการโกงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระ และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ซึ่งรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะมีข้อความนี้ทั้ง 10 คน แสดงให้เห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ มุ่งเป้าไปยังประเด็นการโกงเลือกตั้งส.ว.หรือฮั้วส.ว.เป็นหลัก แต่ถ้าจะพิจารณาว่า ใน18คนที่ถูกอภิปราย ใครจะโดนอภิปราย หรือตั้งประเด็นในการอภิปรายจากฝ่ายค้านหนักหน่วงที่สุด ก็น่าจะเป็น
1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งขึ้นมาเพื่อจะอภิปรายอยู่ในญัตติประมาณหนึ่งหน้าครึ่ง และสามารถรวบรวมเป็นประเด็นได้คือ เกี่ยวกับการโกงเลือกตั้งส.ว. โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โกงงบประมาณแผ่นดิน สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนูกินรวบประเทศ โกงการเลือกตั้งส.ว. ก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตย ฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์ในยามวิกฤต เสแสร้งแกล้งรักชาติ แทรกแซงการสอบบรรจุข้าราชการ ยอมตนอยู่ใต้บุคคลอื่นเพื่อเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด บริหารประเทศผิดพลาดขาดความสามารถปล่อยให้การทุจริต จึงเป็นเป้าหมายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ต้องการจะอภิปรายนายอนุทินเป็นหลัก เพราะเป็นเสาหลักของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าล้มนายอนุทินได้รัฐบาลก็ล้มไปได้ และปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ความรับผิดชอบของนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
2.นายไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งมีข้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่หลายประเด็น เช่น ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไร้ความกตัญญู มีพฤติกรรมผิดปกติไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประกอบธุรกิจบนที่ดินของรัฐแบบผิดกฎหมาย ยึดเอาประโยชน์ของชาติมาเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น โครงการเอไอพาสปอร์ต การการเปิดเผยข้อมูลว่ามีบุคคลติดสินบน 40ล้านบาทในวันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี จนถึงบัดนี้ยังไม่มีความชัดเจน และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ที่มีบุคคลใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ด้วย และนายไชยชนกถือว่าเป็นบุคคลสำคัญเบอร์2ของพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นเลขาธิการพรรค การอภิปรายนายไชยชนกเปรียบเสมือนตีกระทบชิ่งไปยังครูใหญ่ ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนายไชยชนก
3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มีประเด็นที่ฝ่ายค้านได้ระบุถึงพฤติกรรมเคารพและไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล คดโกง เป็นตัวการและสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ขาดความละอาย จิตใจผุพัง ละโมบโลภมาก จนไม่สามารถควบคุมตนเองจากการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงมาก และก่อนหน้านี้นายทรงศักดิ์ถูกตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริต หรือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงการทุจริตหรือการโกงเลือกตั้งส.ว.ด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านบุรีรัมย์ ถือว่าเป็นตัวแทนคนสำคัญคนหนึ่ง เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายทรงศักดิ์ได้ ก็เปรียบเสมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจบ้านบุรีรัมย์
ส่วนบุคคลอื่นๆน่าจะเป็นการอภิปรายในลักษณะหรือระนาบเดียวกันคือ เกี่ยวข้องกับการโกงเลือกตั้งส.ว. ที่น่าจับตามองอยู่อีกคนหนึ่ง คือนางสาวศุภมาส อิสระภักดี เพราะข้อหาที่ฝ่ายค้านระบุ เป็นข้อหาที่ค่อนข้างร้ายแรง แต่ผลการอภิปรายออกมาเช่นไรก็ต้องจับตาดูกันต่อไป เพราะตอนหนึ่งของข้อกล่าวหาระบุว่า มีพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นขบวนการ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน ล็อคโครงการต่างๆให้กับสมัครพรรคพวกระบอบสีน้ำเงิน จิตใจผุพังจนหาความดีไม่ได้ สมคบคิดในการในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบจนทำลายระบบราชการให้เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิง มีพฤติกรรมความผิดเฉกเช่นเดียวกับองค์กรอาชญากรรม ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรงมาก จะต้องพิสูจน์กันว่าการอภิปรายสอดคล้องกับข้อหาในญัตติหรือไม่
เพราะฉะนั้นจากนี้ไป จนถึงวันเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะมีข้อมูลใหม่ๆทยอยออกมาอีก และจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ใครคือบุคคลที่มีอาการหนักหรือสาหัสสากรรจ์ในการอภิปรายไว้วางใจครั้งนี้มากที่สุด



















