“เอกภพ” โต้ฝ่ายค้านปมสีน้ำเงินกินรวบ ซัดเล่นการเมืองมากกว่าทำงาน จี้ ปชน.เปิดบัญชีเงินบริจาค

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

โฆษกรัฐบาลชี้ กมธ.ทำงานตามสัดส่วนพรรคและประเด็น ไม่ได้แบ่งฝ่ายค้าน-รัฐบาล วิจารณ์ประธาน กมธ.บางคณะใช้อำนาจเกินขอบเขต แอบลงมติทั้งที่องค์ประชุมไม่ครบ พร้อมตั้งข้อสังเกตพรรคประชาชนเลื่อนซักฟอก ก่อนเปิดรับบริจาค จี้ทุกพรรคแจงรายรับรายจ่ายให้ประชาชนทราบ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 พ.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลว่าเป็นระบอบสีน้ำเงินกินรวบ และพยายามปิดกั้นการตรวจสอบว่า เป็นการกล่าวหากันไป โดยการทำงานของรัฐสภามีทั้งการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่ง กมธ.ส่วนใหญ่แบ่งการทำงานตามประเด็น มีตัวแทนจากสัดส่วนพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาไม่ได้แบ่งแยกฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

นายเอกภพกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการเล่นการเมืองมากเกินไป มากกว่าการทำงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง การให้ข้อมูลว่ารัฐบาลกินรวบจึงเป็นการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะการประชุมแต่ละครั้ง กมธ.จะกำหนดประเด็นที่จะหารือในสัปดาห์ถัดไป รวมถึงบุคคลที่จะเชิญมาให้ข้อมูล ซึ่งเป็นสิทธิของประธาน กมธ.ที่จะเสนอได้ โดยที่ผ่านมาเป็นข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือประธาน กมธ.บางคณะใช้อำนาจเกินขอบเขต และมีการแอบลงมติทั้งที่องค์ประชุมไม่ครบ ส่งผลให้การทำงานมีปัญหาและบรรยากาศใน กมธ.แย่ลง เช่น กรณีข้อบังคับอนุญาตให้ กมธ.ถ่ายทอดสดการประชุมได้ ซึ่งหลายครั้งประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่บางคณะกลับเน้นสร้างประเด็นดราม่าจนเกิดเสียงวิจารณ์

นายเอกภพกล่าวด้วยว่า รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารให้ความร่วมมือและจัดสรรเวลาเข้าชี้แจงต่อ กมธ. รวมถึงการตอบกระทู้ในที่ประชุมสภาฯ มาโดยตลอด แต่การทำงานของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงการโต้เถียงในสภาหรือสร้างประเด็นรายวันเท่านั้น ยังต้องดูแลเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรและประเด็นอื่น ๆ ด้วย ไม่ได้วนเวียนอยู่กับการสร้างวาทกรรม

ส่วนกรณีนายปิยรัฐ จงเทพ รองเลขาธิการพรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.มีมติ 7 ต่อ 0 เสียง เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงในห้องประชุมใหญ่ นายเอกภพกล่าวว่า เพิ่งทราบเรื่องจากข่าว แต่การลงมติใน กมธ.จะต้องมีคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง หรือเสียง 1 ใน 3 จึงไม่แน่ใจว่าประธาน กมธ.ให้ข้อมูลเพราะคำนวณตัวเลขผิดหรือไม่ พร้อมกล่าวพาดพิงนายปิยรัฐว่า อาจมัวแต่ไปประท้วงอยู่ที่อื่นจนลืมคิดเลข

นายเอกภพยังกล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนเปิดรับบริจาคว่า ควรชี้แจงด้วยว่าได้รับเงินบริจาคไปเท่าใด หลังจากเลื่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป โดยระบุว่าในช่วงแรกพรรคประชาชนแจ้งว่าจะอภิปรายระหว่างวันที่ 27-30 พ.ย. ก่อนขยับเป็นวันที่ 26-30 พ.ย. แต่ยังไม่ตกลงกัน ก่อนจะมีข้อสรุปว่าเป็นช่วงต้นเดือน ธ.ค. และมีการเผยแพร่โฆษณารับบริจาคตามมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่าจังหวะเวลาดังกล่าวดูสอดคล้องกัน

เมื่อถามว่าหมายความว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเป้าหมายหลอก แต่การรับบริจาคเป็นเป้าหมายที่แท้จริงใช่หรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า พรรคควรเปิดเผยว่าได้รับเงินบริจาคไปเท่าใด และนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะเงินบริจาคจากประชาชนต้องมีการเปิดบัญชีให้ตรวจสอบได้ทุกพรรค ไม่ใช่เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยขอให้เปิดเผยที่มาของเงินบริจาค รวมถึงเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ตรวจสอบมูลนิธิที่อาจดำเนินการผิดวัตถุประสงค์หรือมีการเรี่ยไรเงินจากประชาชน พร้อมย้ำว่าต้องการให้ทุกพรรคเปิดเผยข้อมูลรายรับและรายจ่าย เพื่อให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส

ส่วนกรณีพรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามใช้เสียงข้างมากรวบตำแหน่งประธาน กมธ. นายเอกภพกล่าวว่า ที่ผ่านมามีการตกลงแบ่งสัดส่วนตำแหน่งตามจำนวน สส. ซึ่งเป็นข้อตกลงและมารยาททางการเมือง พรรคที่มีเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิออกเสียง แต่ที่ผ่านมาแต่ละฝ่ายให้เกียรติกันด้วยการจัดสรรโควตาให้แต่ละพรรคตามที่ตกลงกันไว้

นายเอกภพยังยกตัวอย่างว่า สมัยที่ตนเป็น สส.พรรคอนาคตใหม่ เคยเห็นความพยายามแย่งชิงตำแหน่งประธาน กมธ. รวมถึงกรณีการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาปัญหาฝุ่น PM2.5 ในสภาฯ ชุดปัจจุบัน ซึ่งแม้จะมีการตกลงกันแล้ว แต่กลับมี สส.บางคนเสนอตัวเป็นคู่แข่ง พร้อมกล่าววิจารณ์ว่า บุคคลที่เคยได้รับประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวกลับไม่พูดถึงเรื่องมารยาททางการเมือง แต่เมื่อเป็นฝ่ายถูกโจมตีกลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์

นายเอกภพย้ำว่า การทำงานของ กมธ.ไม่ได้แบ่งเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่เป็นการทำงานร่วมกันตามประเด็น โดย กมธ.ไม่ใช่เวทีตรวจสอบรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เพราะหากยึดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ฝ่ายค้านก็ต้องเป็นประธาน กมธ.ทุกคณะ ทั้งนี้ การทำงานของ กมธ.และรัฐบาลเป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่กันมาโดยตลอด

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img