หน้าแรกHighlightบาทอ่อนค่า-ดอลลาร์แข็ง-ทองคำร่วง

บาทอ่อนค่า-ดอลลาร์แข็ง-ทองคำร่วง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” หลังทองคำร่วงลงสู่โซน 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์-เงินดอลลาร์แข็งค่า-ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ เดือนธ.ค.ดีกว่าคาด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.29 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.27-31.40 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยทั้งจังหวะการปรับตัวลดลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 54.4 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้พอควร กอปรกับบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมก็กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ ๆ เพิ่มเติม

ทั้งนี้การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินดังกล่าว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ในช่วงนี้ ได้หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น กลับมาทรงตัวเหนือระดับ 4,460 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน กอปรกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯอาจมีมาตรการเพื่อทำให้ราคาบ้านลดลง อีกทั้งจะไม่อนุญาตให้บริษัทอุตสาหกรรมทหารจ่ายเงินเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน จนกว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการผลิตอาวุธ ก็มีส่วนกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ การเงิน รวมถึงอุตสาหกรรมทหารและการบิน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯใหญ่ อย่าง Alphabet +2.4% และกลุ่ม Healthcare ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.34% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.16%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังตลาดหุ้นยุโรปสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในวันก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่เผชิญแรงกดดันบ้าง จากความกังวลว่า อุปทานน้ำมันอาจสูงขึ้น หากสหรัฐฯสามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาได้จริง ตามที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุล่าสุด ทั้งนี้ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.15% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง ตามรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่า บรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ทั้งนี้เราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ยังคงเป็น 1.แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2.แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3.บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยในช่วงระยะสั้น หากบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้นั้นถูกต้อง

ทางด้านตลาดค่าเงินนั้นพบว่า เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน อีกทั้งรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ก็ปรับตัวขึ้นดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 98.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-98.8 จุด)

ส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ.2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงช่วยหนุนให้สามารถเคลื่อนไหวแถวโซน 4,470 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่อได้

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯเพิ่มเติม อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอดการลดงานตามประกาศของนายจ้าง (Challenger Job Cuts) เพื่อประกอบการประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

นอกจากนี้บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ในช่วง 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ อีกทั้งควรระวังว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หลังตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้งในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ไม่ยาก

ส่วนปัจจัยที่เคยหนุน เงินบาทในช่วงก่อนหน้า อย่างราคาทองคำก็เริ่มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งประเด็นแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองคำได้ในช่วงนี้ หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่ได้ร้อนแรงขึ้นชัดเจนในช่วงระยะสั้น

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หากประเมินในภาพระยะกลาง (ในเชิงเทคนิคัล เมื่อประเมินผ่านกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame Weekly) หรือภายในไตรมาสแรก โดยเราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น

1.การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก

2.การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)

3.ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

โดยความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.45 บาทต่อดอลลาร์

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img