‘สภาพัฒน์’เผยตัวเลขไตรมาส4/68 ว่างงาน 2.8 แสนคน จ้างงานหดตัว หนี้ครัวเรือนลดแต่ NPL พุ่ง แนะเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน รับมือ AI
เมื่อวันที่ 23 ก.พ.69 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาส4และภาพรวมปี 2568 ว่าสถานการณ์แรงงานในไตรมาส4 ปี 2568 การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง มีผู้มีงานทำ 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการหดตัวของภาคเกษตรกรรม 3.4% ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัว 0.2 % ส่วนสาขาการก่อสร้าง โรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงการค้าส่งและค้าปลีกยังหดตัว ส่วนอัตราการว่างลดลงอยู่ที่ 0.70%หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน
สำหรับภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 99.1%เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้จำนวนผู้มีงานทำจะอยู่ที่ 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5%ส่วนอัตราการว่างงานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 0.81%ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย เพื่อสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพ ควบคู่การพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะการขยายมาตรการจ้างงานในท้องถิ่น ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ครอบคลุม SMEs และจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังต้องบรรเทาความกังวลเรื่องความมั่นคงในการจ้างงานจากบทบาทของ AI โดยกำหนดแนวทางใช้อย่างเป็นธรรม พร้อมเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้แรงงานทุกระดับ
นายดนุชา กล่าวว่าในส่วยของหนี้สินครัวเรือนไตรมาสสาม ปี 2568 ลดลง 0.29% มีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวที่ 86.8%อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ โดยสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.4%ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มจาก 9.1%ในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกำกับดูแลสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งเข้าถึงง่ายและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ควรผลักดันผู้ให้บริการเข้าร่วมเครดิตบูโรและกำหนดเพดานหนี้ร่วม รวมถึงการเร่งสร้างวินัยทางการเงินเชิงรุก หลังพบว่ากลุ่มผู้มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อเดือน 21%เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีระบบแจ้งเตือนก่อนกำหนดชำระและมาตรการจูงใจสำหรับผู้ชำระตรงเวลา
ด้านการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ไตรมาส4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.1%จากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลง ภาพรวมทั้งปีการบริโภคเพิ่มขึ้น 1.9%โดยประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ ผลกระทบจากการทดลองขยายเวลาเปิดร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 5 จังหวัด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ซึ่งการคัดกรองโรคจะช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้ รวมถึงโครงสร้างภาษีที่อาจทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกสินค้าราคาถูกแทนการลดหรือเลิกบริโภค
นายดนุชา กล่าวถึงกรณีที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก จาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมาย Section 122 อนุญาต เป็นระยะเวลา 150 วัน ว่า มาตรการดังกล่าวทำให้ทุกประเทศเผชิญอัตราภาษีในระดับเดียวกัน ถือเป็นการสร้าง “Level Playing Field” หรือมาตรฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมกันในช่วงเวลาดังกล่าว
“ภายใต้เงื่อนไขอัตราภาษี 15% เท่ากันหมด การส่งออกของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับศักยภาพการแข่งขัน ความสามารถด้านการผลิต ต้นทุน และการเจรจาทางการค้าของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะเป็นไปตามประมาณการของ สศช. ที่คาดว่าจะขยายตัวราว 2% หรือไม่ เนื่องจากต้องติดตามว่าทางสหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางการค้าอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการภาษีที่เจาะจงรายสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน”นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อประเมินทิศทางเบื้องต้น.




















