“กรณ์” ร่วมถก WorldBank ในเวทีโอกาสสินทรัพย์ดิจิทัลไทยชี้ไทยมีศักยภาพสูงก้าวสู่ “ศูนย์กลางการเงินดิจิทัลภูมิภาค” ดัน Asset Tokenization – Stablecoin สร้างโอกาสเศรษฐกิจที่จับต้องได้
เมื่อวันที่ 14 ต.ค.69 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสจัดงานสัมมนาร่วมกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลและโอกาสในการพัฒนาระบบการเงินของประเทศไทย
นายกรณ์ ระบุว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการฉายภาพความพร้อมของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนธนาคารโลก (World Bank) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักของไทย ได้แก่ ดร.สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคุณนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและกรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็งของไทย
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ประเทศไทยไม่ได้มีความล้าหลังกว่าประเทศอื่นในด้านการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัล โดยปัจจุบันไทยครองอันดับ 3 ของโลกในด้านปริมาณการใช้งานการชำระเงินแบบดิจิทัล (Digital Payment) ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) และสแกน QR Code ซึ่งมีจำนวนบัญชีผู้ใช้งานสูงถึงกว่า 90 ล้านบัญชี ทั้งที่มีจำนวนประชากรราว 70 ล้านคน ความสำเร็จนี้เป็นผลงานชิ้นสำคัญที่เกิดจากการริเริ่มของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์

นอกจากนี้ ในฝั่งของสินทรัพย์ดิจิทัล ประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่มีการออกพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ และนับเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ ของโลกที่มีการกำหนดนิยามทางกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ‘คริปโทเคอร์เรนซี’ (Cryptocurrency) คืออะไร ซึ่งถือเป็นผลงานหลักของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีการทำงานร่วมกับ ธปท. อย่างใกล้ชิด
สำหรับทิศทางการเงินในอนาคต นายกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง Asset Tokenization (การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปของโทเคนดิจิทัล) และ Stablecoins (คริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าคงที่) กำลังเข้ามาเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ระบบการเงินระดับโลก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการทำธุรกรรม การขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ
“ในฐานะผู้แทนประชาชน ผมพร้อมสนับสนุนทุกเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงิน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพ การยกระดับมาตรการป้องกันการหลอกลวงประชาชน ตลอดจนการเปิดโอกาสและขยายช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ให้กับคนไทย” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวสรุปว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างความร่วมมืออย่างจริงจังและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชนได้อย่างมีเอกภาพ ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูงยิ่งในการก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการเงินดิจิทัลแห่งภูมิภาค” และที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจไทยในท้ายที่สุด





















