“กมธ.พลังงาน” เกาะติดสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุช หวั่นกระทบต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นกว่า 6 บาทต่อลิตร เสนอรัฐบาลใช้กฎหมายคุมเข้มห้ามกักตุนน้ำมัน พร้อมวอนประชาชนร่วมใจประหยัดพลังงานช่วยชาติ
วันที่ 9 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงข้อเสนอต่อรัฐบาลในการกำหนดมาตรการด้านพลังงานหลังจากที่มีสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานในประเทศ
โดยนายเกียรติชาย ไมตรรีวงษ์ รองประธานกมธ. กล่าวว่าจากการศึกษาของกมธ.พลังงาน ประเมินต่อสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ตะวันออกกลาง และส่งผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุช มีความกังวลใน 2 ประเด็น คือ น้ำมันดิบที่ไม่เพียงพอต่อการกลั่น และ ราคาพลังงานที่คิดเป็นต้นทุนของสาธารณูปโภค หรือสินค้าได้ ทั้งนี้รัฐบาลแถลงว่าน้ำมันในประเทศเพียงพอที่จะใช้ได้อีก 60 วัน แต่จากรายละเอียดของพลังงานที่อยู่ระหว่างลำเลียง หรือ ทำสัญญาแล้วยังไม่ขนส่ง เชื่อว่าจะทำให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอ ถึง 95 วัน อย่างไรก็ดีในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลควรปรับแผนที่เกี่ยวกับพลังงานในประเทศ ทั้ง การลดปริมาณสต๊อกน้ำมันเพื่อส่งเข้าโรงกลั่น เป็นต้น ขณะที่ข้อกังวลเรื่องราคา กมธ.พลังงานมีข้อเสนอให้ กระทรวงพลังงานคุมการซื้อ และ เช็คปริมาณน้ำมันที่ถูกใช้ ขณะที่น้ำมันดีเซลที่จำเป็นต่อภาคขนส่ง กระทรวงพลังงาน ต้องติดตามข้อมูลของสถานีบริการน้ำมัน เช่น การใช้ต่อวันเพื่อเช็คสต๊อกรายวันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ขาดแคลน
“ราคาน้ำมันขณะนี้มีราคาสูงถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล หากคำนวณเป็นเงิน คาดว่าอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงกว่าปัจจุบันถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลกระทบต่อ้นทุนสินค้า ขณะเดียวกันต้องหาทางเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันที่จะใช้เงินเพื่อตรึงราคา ดังนั้นอาจจำเป็นต้องควบคุม หรือ พิจารณาใช้กฎหมายควบคุมไม่ให้เกิดการกักตุน ขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงการใช้พลังงานทดแทน เช่น จากขยะ หรือ วัสดุทางการเกษตร หรือริเริ่มถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กทดแทนพลังงานนำเข้า” นายเกียรติชาติ กล่าว
ขณะที่นายสมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธาน กมธ.พลังงาน วุฒิสภา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความร่วมมือต่อการประหยัดพลังงาน เพราะหากทำได้ครัวเรือนละ 1 หน่วย ทั้งประเทศจะสามารถประหยัดได้ 26 ล้านหน่วย



















