ศบก.เผยแผนดูแลค่าครองชีพ คุมเข้มราคาสินค้า–น้ำมัน ป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา พร้อมเดินหน้ามาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” พยุงราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชน
เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 18 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการด้านราคาและปริมาณสินค้า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โลก สร้างความมั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอ และราคาเป็นธรรมต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต
ทั้งนี้ ได้กำชับพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ติดตามสถานการณ์รายวันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้า รวมถึงตรวจสอบราคาหน้าปั๊มน้ำมัน หากพบการปรับขึ้นราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน จะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในส่วนภาคเกษตร มีมาตรการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม พร้อมควบคุมราคาและเร่งหาวัตถุดิบทดแทนจากแหล่งอื่น ขณะเดียวกันยังมีมาตรการ “ธงเขียว” ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ยืนยันว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ แม้สถานการณ์จะมีความไม่แน่นอน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนบริโภคอย่างพอดี และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือพาณิชย์จังหวัดได้ทันที

ด้าน พัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยถึงมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ว่า กระทรวงพลังงานได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการราคา เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงจนกระทบประชาชน โดยยอมรับว่า วันที่ 18 มีนาคม เป็นวันแรกที่มีการปรับขึ้นราคา แต่จะพยายามพยุงไม่ให้กระทบมาก พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานเร่งจัดหาพลังงานสำรองจากแหล่งอื่น รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานในประเทศ ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ พร้อมเตรียมโครงสร้างราคาไฟฟ้าเพื่อรองรับผลกระทบในอนาคต
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมประหยัดพลังงาน โดยภาครัฐตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลง 10% ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส ปิดไฟในจุดที่ไม่จำเป็น รวมถึงส่งเสริมการทำงานจากที่บ้านและการประชุมออนไลน์
สำหรับภาคประชาชน มีการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 ขณะที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รัฐบาลสนับสนุนการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยอุดหนุน 20–30% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท และด้านการขนส่งสูงสุด 2 ล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันเดินหน้ามาตรการอย่างรอบด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก และรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว



















