“เทพไท” จิกนโยบาย “อนุทิน 2” ที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ไม่มีเรื่อง “ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน” ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่-ปัญหาเฉพาะหน้า ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ แนะควรบรรจุ “แผนปฏิรูปพลังงาน” เป็นนโยบายรัฐบาล เพื่อเป็นหลักประกันว่า เอาจริงเอาจัง ไม่เกรงใจ “กลุ่มทุนพลังงาน” ที่หนุนทุกพรรค และอยู่เบื้องหลังการเมืองไทย
เมื่อวันที่ 7 เม.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “แนะบรรจุแผนปฎิรูปพลังงานเป็นนโยบาย” มีรายละเอียดว่า…“หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีวาระสำคัญ คือแผนการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่คณะกรรมการ คตร. ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานฯ ได้ศึกษาแผนการกำหนดราคาค่ากลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน และค่าการตลาด ซึ่งนายเอกเนติ จะต้องนำแผนทั้งหมด ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้มีความเห็น เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเร่งด่วน
ซึ่งการศึกษาเรื่อง “ค่ากลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน” และ “ค่าการตลาด” ที่มีการนำเสนอจากทุกฝ่ายในประเด็นเรื่องค่ากลั่นที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมลิตรละ 3 บาทเป็นลิตรละ 15-16 บาท มีการนำเสนอให้มีการลดราคาค่ากลั่นของโรงกลั่นน้ำมันลง เพื่อทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันต่ำลง ไม่แพงจนเกินไป จนทำให้นายอนุทินได้ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ว่า “ไม่ควรบีบบังคับโรงกลั่นเกินไป ถ้าขายแล้วไม่คุ้ม อาจหยุดการกลั่น ปัญหาทวีเพิ่ม” ซึ่งเป็นท่าทีเห็นใจโรงกลั่นที่เป็น “นายทุน” มากกว่าความเดือดร้อนของ “ประชาชน” จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า นายอนุทินพูดในลักษณะ “ชี้โพรงให้กระรอก” เปิดโอกาสให้โรงกลั่นสร้างเงื่อนไขต่อรอง เรื่องการลดราคาค่ากลั่น ที่รัฐบาลจะกดดัน ให้ค่ากลั่นลดน้อยลงไปตามที่รัฐบาลต้องการ
เมื่อดูแผนการศึกษาเรื่องค่ากลั่นของโรงกลั่น และค่าการตลาด ของ คตร.แล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยนำเสนอแผนการปฏิรูป หรือยกเครื่องโครงการพลังงานน้ำมันครั้งใหญ่ ที่รัฐบาลปล่อยโอกาสให้ “นายทุนโรงกลั่น” ค้ากำไร และเอาประโยชน์จากประเทศชาติมาเป็นเวลายาวนาน น่าจะถึงเวลาสังคายนาหรือทุกเครื่องโครงสร้างพลังงานน้ำมันเสียที แต่ถ้าดูนโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ พบว่านโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” มีเพียง 5 ด้าน คือ 1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ 2.นโยบายด้านต่างประเทศและความมั่นคง 3.นโยบายด้านสังคม 4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 5.นโยบายการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
เมื่อพิจารณาดูนโยบายด้านเศรษฐกิจ พบว่า มีเพียงนโยบายโครงการคนละครึ่ง, การออกกฏหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน, Made in Thailand First การแบ่งแยกกระทรวงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งไม่มีเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานน้ำมัน หรือโครงสร้างพลังงานของชาติเลย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้อยากจะนำเสนอว่า ยังไม่สายจนเกินไป ถ้ารัฐบาลจะแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ควรจะเพิ่มนโยบาย เรื่องการปฏิรูปพลังงานของชาติทั้งระบบลงไปในนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังในการปฏิรูปด้านพลังงานของชาติ โดยไม่เกรงใจ “กลุ่มทุนพลังงาน” ที่สนับสนุนพรรคการเมืองทุกพรรค และอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยมาหลายยุคหลายสมัย”



















