หน้าแรกHighlightสุดห่วง!!วัยรุ่นไทยเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงมาก เผย 4 กลุ่มสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง

สุดห่วง!!วัยรุ่นไทยเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงมาก เผย 4 กลุ่มสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

วัยรุ่นไทยเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงมาก เหตุเครียด กังวลหลายด้าน แนะเทคนิค “ดูแลใจไม่ให้พัง ในช่วงใกล้สอบ”พร้อมเผย 4 กลุ่มสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์สุขภาพจิตผ่านการประเมินสุขภาพจิตผ่าน Application Mental Health Check-in ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 30 ธ.ค. 2568 พบว่า มีเด็กและเยาวชน 33,000 คนเข้าร่วมการประเมิน และพบว่ามีเสี่ยงซึมเศร้า มีความเครียดสูง และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญในช่วงนี้มีที่มาจากแรงกดดันด้านการเรียน การสอบ ซึ่งในช่วงใกล้สอบเป็นช่วงที่วัยรุ่นมีความเครียดสูงเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือปัญหาการนอนหลับ การทำร้ายตนเอง หรือ อาจเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้

ทั้งนี้ มี 4 กลุ่มอาการที่พบบ่อยช่วงใกล้สอบที่ต้องสังเกต 1. อาการด้านอารมณ์ ได้แก่ รู้สึกเครียด กังวล หงุดหงิดง่าย ใจร้อนกว่าปกติ รู้สึก “ไม่ดีพอ” โทษตัวเอง รู้สึกผิดทุกครั้งที่อ่านหนังสือไม่ได้ตามแผน หรือรู้สึกหมดแรงใจ สิ้นหวัง 2. อาการด้านความคิด คิดวนซ้ำเรื่องสอบ เช่น “ถ้าสอบตกคงแย่มาก” เปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนหรือคนในโซเชียล โฟกัสยาก สมาธิสั้นลง อ่านหนังสือหักโหมจนลืมทำกิจวัตรประจำวัน มีอาการแยกตัว 3. อาการทางกาย ได้แก่ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น นอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อย ฝันถึงห้องสอบ หรือฝันร้าย 4. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อ่านหนังสือหักโหม ข้ามมื้ออาหาร ข้ามการนอน เลี่ยงการอ่านหนังสือเพราะรู้สึกกลัว หรือใช้โทรศัพท์/เกมเพื่อหนีความเครียด

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากพบความเปลี่ยนแปลงข้างต้น กรมสุขภาพจิต
ขอแนะนำระบบ HERO OBEC CARE คือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านสุขภาพจิตแบบครบวงจร
ภายใต้ความร่วมมือของ กรมสุขภาพจิต และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อบูรณาการงานสาธารณสุข
เข้าสู่สถานศึกษาที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตนักเรียนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการคัดกรอง เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา และส่งต่อ
เพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุดและรวดเร็ว เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างครู (ผู้คัดกรองและเฝ้าระวังใกล้ชิด) และ บุคลากรสาธารณสุข/Health HERO (ทีมหมอและพยาบาลจิตเวชที่ให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ ช่วยให้เด็กที่มีความเสี่ยงได้รับการตรวจพบสัญญาณปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสการเกิดปัญหารุนแรง และช่วยให้เข้าถึงระบบการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงทีแม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ในช่วงที่ใกล้สอบเพื่อพิสูจน์ผลแห่งการพยายามของตนเองนั้น หากความเครียดรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าที่รู้สึกไม่มีคุณค่า หรือปัญหาการนอนที่ทำให้สมรรถนะการเรียนลดลงไปได้อีก

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ใช้หลักการอ่านให้ได้ผล โดยไม่ทำร้ายตัวเอง ดังนี้ 1. จัดตารางอ่านหนังสือแบบเป็นมิตรกับสมอง แบ่งเวลาสั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ 2. ตั้งเป้าตามงานไม่ใช่ตามเวลา เช่น ตั้งเป้าทำแบบฝึกหัดให้ครบชุด แทนการกำหนดจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว 3. ดูแลร่างกายพื้นฐาน นอนให้พออย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน กินอาหารให้ครบมื้อ และดื่มน้ำให้พอ 4. จัดการเสียงในหัว เปลี่ยนจาก “เราต้องไม่พลาด” เป็น “เราจะทำให้ดีที่สุด”

นอกจากนี้เด็กและเยาวชนที่มีปัญหาสามารถขอรับคำปรึกษาจากครูแนะแนว นักจิตวิทยาในโรงเรียน หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ขอเน้นย้ำว่าเพื่อน ครู และผู้ปกครองควรมีบทบาทร่วมกันในการสังเกตสัญญาณเตือน
เปิดใจรับฟัง และให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการวางมาตรการหรือพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน สามารถขอรับคำปรึกษาและการสนับสนุนทางวิชาการจากกรมสุขภาพจิต เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ
และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img