“เทพไท”ระบุ การแสดงความเห็นทางการเมืองของนักวิชาการและนักวิเคราะห์ เป็นสิทธิ์ที่ควรได้รับการเคารพ พร้อมแนะ “ภท.-อนุทิน” เปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แม้จะปฏิเสธเข้าร่วมเวทีดีเบตก็ตาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้รับทราบนโยบาย แนวคิด และทิศทางการบริหารประเทศอย่างแท้จริง
เมื่อวันที่ 3 ม.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีตสส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ภูมิใจไทย ต้องใจกว้าง
ผมได้ติดตามการแสดงความเห็นทางการเมืองของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ได้วิเคราะห์การเมือง กรณีการจัดตั้งรัฐบาลว่า มีการล็อกตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์กรณีนายอนุทินปฏิเสธเข้าร่วมเวทีดีเบตกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่รับเชิญมาประชันวิสัยทัศน์กัน จนทำให้พรรคภูมิใจไทยได้ออกมาประกาศว่า จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ซึ่งส่วนตัวในฐานะนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใด เห็นว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองของอาจารย์เจิมศักดิ์ เป็นการแสดงความเห็นในฐานะนักวิชาการคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้เสียกับพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยจะฟ้องดำเนินคดีต่อนักวิจารณ์ทางการเมือง เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถ้าหากเป็นการแสดงความเห็นของนักการเมืองด้วยกัน หรือพรรคการเมืองพาดพิงทำให้พรรคภูมิใจไทยเสียหาย ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่พรรคภูมิใจไทยจะฟ้องร้องดำเนินคดีเอาผิดทางกฎหมายได้ แต่เมื่อเป็นบุคคลภายนอก ก็ควรจะใจกว้างรับฟังความเห็น และถ้าเห็นว่าข้อมูลในการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ถูกต้อง ก็ควรชี้แจง มีสิทธิ์ที่จะชี้แจงทำความเข้าใจได้
ส่วนประเด็นจะมีการล็อคตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ มีนักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายคน ได้วิเคราะห์สูตรการจัดตั้งรัฐบาลหลายสูตร ซึ่งเปรียบเสมือนการจับขั้วทางการเมืองกัน จับขั้วพรรคการเมืองกัน เป็นที่รู้กันว่าใครเป็นตัวเต็ง จะเป็นนายกรัฐมนตรีของแต่ละฝ่าย ถือว่าเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองตามปกติ ไม่ใช่เป็นการทำให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมืองใดเสียหาย
ส่วนประเด็นการดีเบต การประชันวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มีสิทธิ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ มีเพียงไม่กี่พรรค ที่เห็นๆกันอยู่ มีเพียง 5 พรรค ที่คาดการณ์ว่า อาจมีจำนวน สส.เกิน 25 เสียง สามารถเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการดีเบตหรือประชันวิสัยทัศน์ ก็ควรจะจัดเฉพาะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ที่มีความเป็นไปได้ทางการเมืองในการเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พรรคภูมิใจไทย
การที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิเสธจะเข้าร่วมเวทีดีเบต ถือว่าเป็นการเสียโอกาสของนายอนุทินเอง ที่ไม่ได้เสนอแนวความคิด หรือหาเสียงกับประชาชน ในขณะเดียวกันประชาชนก็เสียโอกาส ไม่ได้รับฟังความเห็น หรือนโยบาย จุดยืนหรือท่าทีของนายอนุทินหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี การที่นายอนุทินชี้แจงว่า การไม่ร่วมเวทีเบต เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือ ไม่ต้องการให้ปัญหาด้านความมั่นคง เป็นข่าวไปสู่บุคคลภายนอก ซึ่งในเรื่องนี้นายอนุทินสามารถหลีกเลี่ยง ไม่ตอบคำถามบนเวทีดีเบตได้ ถ้าหากเป็นข้อจำกัดเรื่องความมั่นคง เชื่อว่าไม่มีใครต้องการให้นายอนุทิน นำเอาความลับในการบริหารประเทศมาเปิดเผยบนเวที ซึ่งบนเวทีดีเบตประชาชนต้องการรับฟังนโยบาย จุดยืนหรือท่าทีทางการเมืองเท่านั้น
การที่นายอนุทินไม่เข้าร่วมเวทีดีเบต ในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า 1.น่าจะเป็นข้อจำกัดของนายอนุทินในการตอบคำถามบนเวทีดีเบตเรื่องของปัญหาต่างๆ ซึ่งนายอนุทินไม่เชี่ยวชาญในการพูด ในการเสนอความเห็น และความรู้รอบตัวอาจจะอ่อนด้อยกว่าคนอื่นๆ 2.นายอนุทินคงประเมินว่าเสียงสนับสนุน กระแสเป็นต่อ มีโอกาสชนะสูง การจะไปดีเบตก็มีแต่ขาดทุน หรือทำให้คะแนนนิยมลดลง การไม่ร่วมเวทีเบต ถึงแม้ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เห็นว่า ตัวเองได้เปรียบแล้ว
เมื่อนายอนุทินปฏิเสธไม่เข้าร่วมเวทีก็เป็นสิทธิ์ แต่เห็นว่าเป็นการไม่ให้เกียรติและไม่เคารพประชาชน ที่ต้องการอยากจะรู้ว่า ผู้นำในอนาคตของเขามีแนวความคิด และมีนโยบาย มีทิศทางในการนำพาประเทศอย่างไร จึงอยากเรียกร้องให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่างๆ 5 พรรค คือแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีโอกาสเข้าสู่การเป็นรัฐบาลสูงกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ
จึงอยากให้ทุกพรรคแสดงความจริงใจและเสนอแนวความคิดต่อประชาชน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศเป็นการดีที่สุด



















