เจาะ 57 นโยบาย “เพื่อไทย” แจ้ง “กกต.” ใช้งบรวม 243,300 ล้านบาท ตีเนียนไม่เขียนชัดว่านโยบายสุ่มแจกเงินล้านเก้าคน คนละล้านบาท หลบเป็น “ของขวัญเพื่อคนไทย” แจงใช้เงิน 3,500 ล้านบาท ยกข้อดีสารพัด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า สำหรับ “นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” หรือนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละเก้าคน ที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยปราศรัยไว้ ในเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ลาน สยามพารากอน เมื่อ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกหลายฝ่ายอออกมาวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” ที่นำเงินภาษีประชาชนมาแจกเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ที่ซ้ำรอยนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ที่เคยหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้งปี 2566 แต่สุดท้ายทำไม่ได้ เพราะติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมายและงบประมาณ
จากการตรวจสอบเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อแจ้งถึงนโยบายที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สําหรับการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.69 ซึ่ง กกต.ให้ทุกพรรคการเมือง ต้องแจ้งประเด็นสำคัญถึงนโยบายต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาเสียง ตามที่ กกต.กำหนด เช่น ชื่อนโยบาย-วงเงินงบประมาณที่ต้องใช้โดยประมาณ-ที่มาของเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินการ-ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย-ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย-ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย-ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
รายงานข่าวแจ้งว่า พรรคเพื่อไทยได้แจ้งนโยบายการหาเสียงต่อกกต.รวมทั้งสิ้น 57 นโยบาย โดยใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท โดยใน 57 นโยบายดังกล่าว ไม่ได้มีการเขียนแบบระบุเฉพาะเจาะจงถึงนโยบาย เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน หรือ นโยบายรวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท แต่เมื่อดูจากรายละเอียดที่นายจุลพันธ์ ปราศรัยไว้ว่า จะมีประชาชน 5 กลุ่มได้รับสิทธิ์รวยวันละ 9 คน โดย 4 กลุ่มแรกประกอบด้วย เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน-กลุ่มคนเสียสละเพื่องานสาธารณะประโยชน์เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม.-อาสากู้ภัย -ทหารผ่านศึกที่ขึ้นทะเบียน-ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป-ประชาชนที่ยื่นภาษีเงินได้ ส่วนอีก 5 คนจะเป็นประชาชน ผู้บริโภค ที่ใช้จ่ายกับร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและมีการออกใบเสร็จรับเงิน และรัฐบาลจะสุ่มแจกจากใบเสร็จรวมเป็น 9 คน ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอกว่า นโยบายดังกล่าว จะทำให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี
เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ยื่นต่อ กกต. พบว่า นโยบายที่มีความใกล้เคียงคือ “นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย” ซึ่งมีรายละเอียดคือ ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี โดยในส่วนความคุ้มค่าของนโยบายดังกล่าว พรรคเพื่อไทย แจ้งกับ กกต.ว่า เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุกลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี, กลุ่ม อสม.และชรบ. (กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษีอันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืน ในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ส่วนประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุเหตุผลเหมือนกับที่ระบุไว้ในเรื่องความคุ้มค่าของนโยบายโดยมีข้อความว่า เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุกลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี อสม. ชรบ. ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษี อันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืนในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า “ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้” ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทย ระบุว่า “ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน”
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทย ยังมี “นโยบายกระตุ้นการบริโภค” ที่อยู่ในลำดับถัดมาจากนโยบายของขวัญเพื่อคนไทย โดยนโยบายกระตุ้นการบริโภค พรรคเพื่อไทยระบุว่า ใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนที่มาของงบประมาณ ให้มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้และการบริหารระบบภาษี ส่วนความคุ้มค่า พรรคเพื่อไทยระบุว่า “กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชน ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายไดส้่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
สำหรับประโยชน์ในการดำเนินงานนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ใช้งบ 10,000 ล้านบาทดังกล่าว พรรคเพื่อไทยระบุว่า “กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชน ในหลากหลายรูปแบบเพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชนซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า “ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้” ส่วนความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า “ประชาชน บางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน”
พรรคเพื่อไทย ยังได้ให้คำอธิบายต่อ กกต.ถึงการชี้แจงกับ กกต.ในเรื่อง “ที่มาของเงิน” ที่นำมาใช้ในการทำนโยบายต่าง ๆ ที่พรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่จะเขียนสั้น ๆ ในแต่ละนโยบายว่า ให้มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้และการบริหารระบบภาษี ที่ทาง กกต.ได้ขอให้พรรคเพื่อไทยอธิบายหลักการของที่มาของเงินให้ชัดเจนมากขึ้น
ทางพรรคเพื่อไทยชี้แจงกับ กกต.โดยระบุนิยามไว้ว่า การบริหารระบบงบประมาณ หมายถึง การบริหารระบบงบประมาณ หมายถึงการใช้งบประมาณตามงบประมาณประจําปีปกติ ซึ่งหมายรวมถึงการปรับเปลี่ยนงบประมาณในปีปัจจุบัน งบกลาง และการจัดทํางบประมาณในปีถัดๆไป โดยมุ่งเน้นการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง
ส่วนมาตรการกึ่งการคลัง หมายถึง การใช้แหล่งเงินตาม ม.28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินและการคลังของรัฐ ซึ่งคือการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดําเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการโดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดําเนินการนั้น ให้กระทําได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรม
และสุดท้าย การบริหารระบบภาษีหมายถึง การบริหารรายรับของรัฐในระบบภาษีชนิดต่างๆ โดยหมายรวมถึงการลดหย่อน การยกเว้น การให้สิทธิพิเศษทางภาษี ฯลฯ เพื่อเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน และนํามาซึ่งความสําเร็จของนโยบาย
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้แจ้งกับกกต.ถึงนโยบายอื่นๆ โดยในส่วนนโยบายที่ตั้งงบประมาณในการดำเนินการไว้สูงก็เช่น นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาท/ปี

พรรคเพื่อไทย แจ้งกับกกต.ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการแก้ปมแรกของปัญหาเรื่องความยากจนโดยยกทุกคนให้พ้นจากเส้นความยากจน ซึ่งจะทำให้สามารถทำนโยบายอื่น ๆเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประโยชน์ของนโยบายดังกล่าวคือ “แก้ไขปัญหาผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอย่างตรงจุด” ซึ่งทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพียงพอ สำหรับการดำรงชีพ เป็นการคืนอำนาจการบริโภคแก่คนไทย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการหมุนเวียนเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งพบว่า นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาท/ปี ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดว่าจะมีการทำโครงการหรือมีแผนงานอะไร
ส่วนนโยบายอื่นๆ ของเพื่อไทย ที่แจ้งกับกกต.และใช้งบในการดำเนินงานค่อนข้างสูงก็มีเช่น นโยบายเรียนได้งบจบได้งาน ที่ใช้งบ 5,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (THACCA) ใช้งบ 5,000 ล้านบาท, นโยบายบ้านเพื่อคนไทย ใช้งบ 2,000 ล้านบาท, นโยบาย “ล้างหนี้” ประชาชน ซึ่งพรรคเพื่อไทย แจ้งกับ กกต.ว่า ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การบริหารและลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF), นโยบาย “ล้างหนี้” วัยเกษียณใช้งบ 4,000 ล้านบาท, นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ใช้งบ 30,000 ล้านบาท, นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ใช้งบ 31,000 ล้านบาท/ปี, นโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ใช้งบ 10,000 ล้านบาท/ปี, นโยบายปราบสแกมเมอร์ไม่จบไม่เลิก ใช้งบ 200 ล้านบาท/ปี
นโยบายรถไฟฟ้า 20บาทตลอดสาย /Feeder และ รถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ซึ่งนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่มาของงบประมาณใช้การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพ ส่วนรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย (ใน 10 เส้นทางหลัก ใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี) เป็นต้น

สำหรับการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ชื่อว่า คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาฯ ในการหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569
ซึ่งเป็นคณะกรรมการฯที่เมื่อวันที่ 7 ม.ค.69 ที่ผ่านมา โดยนายณรงค์ กลั่นวาริน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา
โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า ด้วยได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป โดยกกต.ได้กำหนดให้วันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นวันเลือกตั้ง และได้ออกประกาศกกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา
เพื่อให้การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ครบถ้วน และถูกต้องตามมาตรา 57 แห่งพระระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และข้อ 5 ของประกาศกกต.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 จึงแต่งตั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ดังนี้ 1.นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นประธานกรรมการ
ส่วนกรรมการประกอบด้วย 2.นางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ หรือผู้แทน 3.นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้แทน 4.นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ 5.นางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือผู้แทน
6.นางปรานี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 15 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้แทน 7.นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 8.นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 9.นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย หอการค้าไทย หรือผู้แทน 10.นางพรพรรณนิล ศตวรรษธำรง ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทน
11.นายปรนาคินทร์ กตัญญุตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง หรือผู้แทน 12.ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย 13.นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการกกต. 14.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 15.พลเอก ดร.สุภมนัส ภารพบ 16.นายสุรศักดิ์ อุดมศิลป์ 17.นายสราวุธ เบญจกุล 18.นายพรชัย ฐีระเวช 19.นายอภิวัฒน์ เริงทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ 20.นางสาวพัชรี ผึ่งผดุง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี หรือผู้แทน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และ 21.นายราชันย์ สุกัญญา รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1.ตรวจสอบรายการนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาตามที่พรรคการเมืองรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีรายการครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ ดังนี้
1.1 วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ
1.2 ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินการนโยบาย
1.3 ผลกระทบและความเสียงในการดำเนินนโยบาย
2.เมื่อดำเนินการตรวจสอบรายการตามข้อ 1 แล้ว ถ้ามีรายการครบถ้วนและถูกต้อง ให้เสนอต่อกกต.พิจารณา
3.ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้รายงานหรือจัดทำรายการตามข้อ 1 หรือเมื่อดำเนินการ ตรวจสอบรายการตามข้อ 1 แล้ว มีรายการไม่ครบถ้วนและถูกต้อง ให้เรียกเอกสารหลักฐาน หรือให้พรรคการเมืองชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
4.เมื่อดำเนินการตรวจสอบรายการตามข้อ 3 แล้ว ถ้ามีรายการครบถ้วนและถูกต้อง ให้เสนอ กกต.พิจารณา
5.ในกรณีที่พรรคการเมืองใดไม่ดำเนินการตามข้อ 3 ให้เสนอ กกต.พิจารณา
6.มีข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงินตามข้อ 1 เพื่อประกอบการพิจารณาของกกต.ได้
7.แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบรายการเบื้องต้น ตามข้อ 1
8.ดำเนินการอื่นตามที่ กกต. หรือสำนักงาน กกต.มอบหมาย




















