“วิโรจน์” ซัด กกต.อ้างความลับยังไม่แตก ผิดเจตนารมณ์กฎหมายเลือกตั้ง ชี้ทำบาร์โค้ด ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่คุ้มครอง 5 วินาทีในคูหาของประชาชน ลั่น กกต.ทั่งหมดตั้งติดคุก จ่ายชดเลยจัดเลือกตั้ง
วันที่ 13 ก.พ.2569 ที่กกต. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง กรณีที่มีข่าวที่ฌาปณสถานทหารอากาศ กรุงเทพฯ เขต 9 รวมถึงกรณีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พร้อมกันนี้ นายวิโรจน์ได้ขออนุญาตเข้าไปนั่งฟังการแถลงข่าวของ กกต. ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังสถานที่แถลงข่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน นายวิโรจน์จึงให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณด้านนอกที่จัดไว้ให้สำหรับผู้มาร้องเรียนและสัมภาษณ์
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนต้องการให้กกต.ชี้แจงการพิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง เพราะเมื่อมีการสแกนบาร์โค้ดแล้ว พบเลขรหัสที่ไปตรงกับรหัสต้นขั้วบัตร ทำให้สามารถทราบได้ว่าบัตรนั้นเป็นผู้ใดใช้สิทธิ และลงคะแนนให้ใคร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เวลานี้ประชาชนตั้งข้อสงสัยและรู้สึกตกใจว่าการทำบาร์โด้ดดังกล่าวมันสอบกลับไปได้ ว่าบัตรนี้เป็นของใคร ลงคะแนนให้ใคร จึงอยากให้ กกต.ชี้แจง ไม่ใช่มาชี้แจงว่าบัตรถูกเก็บไว้ ยังไม่มีใครรู้ แม้แต่กกต.ก็ไม่รู้ เลยยังเป็นความลับอยู่ ถ้าคิดแบบนี้ ถ้าชี้แจงแบบนี้ตนถือว่ามักง่าย และไม่อยากให้ กกต.ชี้แจงเช่นนี้ เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของ กกต.ตกต่ำไม่มีชิ้นดี
เมื่อถามว่ากรณีโซเชียลมีเดียที่การเลือกตั้งปี 66 ไม่มี บางคนบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ บัตรเลือกตั้งสีชมพูบางเขตก็ไม่มีบาร์โค้ด หลายคนอยากรู้ว่ามีหมดไหม แล้วรหัสที่ใช้ซ้ำกันทั้งจังหวัดหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ กกต.
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีการนำบัตรเลือกตั้งของ กทม.เขต 9 ฌาปณสถานฯ มาเผยแพร่ เพื่อให้การชี้แจงของ กกต. เป็นที่เข้าใจ ก็ควรเปิดหีบของหน่วยนี้ให้ประชาชนดู ว่ารหัสที่เห็นนั้น เป็นรหัสของเล่มที่ซ้ำกันเท่านั้น หรือมีรหัสที่รันเลขบัตรแต่ละใบ จะได้รู้ว่าบาร์โค้ดมันเป็นเฉพาะตนของบัตรเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคิดว่า 15 นาที หรือให้เวลาหาหีบบัตรนั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมงก็เจอแล้ว จากนั้นก็เปิดให้สื่อมวลชนดู แล้วเอาเครื่องยิงบาร์โค้ดตรวจสอบเลย
เมื่อถามว่า การที่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ยังถือว่าการลงคะแนนของประชาชนยังเป็นความลับหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า จะลับได้อย่างไร พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 มาตรา 96 กำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใด จงใจทำเครื่องหมาย เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ซึ่งเจตนาของกฎหมายเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้ใคร แล้วถ้ามีระบบโค้ดสัญลักษณ์ที่สอลกลับไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร อมันจะลับตรงไหน ออย้ำว่า คำว่าไม่มีใครรู้ ต้องหมายถึงว่า กกต.ก็ต้องไม่รู้ อิแต่วันนี้กลายเป็นว่ามีโค้ดลับที่กกต.สามารถตรวจสอบกลับได้ ออแบบนี้เรียกว่าไม่ลับอออิถ้าเอาบรรทัดฐานนี้มาเรียกว่าลับประเทศอยู่ไม่ได้ อออการเลือกตั้งในทางลับ แสดงว่าทำโค้ดได้ กกต.ต้องทำความเข้าใจใหม่ อออว่าการเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่ใช่อนุญาตให้ทำโค๊ดลับ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน
“ผมว่าต้องกลับไปตั้งสตินะ ถ้าเรื่องนี้เกิดกับวิญญูชนเข้าใจได้ แต่ กกต.ไม่ควรสงสัยเรื่องโค้ด และถามกลับสื่อว่า การเลือกตั้งเป็นความลับสามารถทำโค้ดอะไรที่สอบกลับ เช็คย้อนหลังว่าใครเลือกอะไร อย่างนี้เรียกว่าลับหรือไม่ ถ้าคนคิดอย่างนั้นผมว่ามันเกินกว่าคำว่าไม่เข้าใจ หรือที่ประชาชนเรียกว่าโง่ หรืออาจจะแกล้งโง่ ผมว่ามันไม่ถูกต้อง” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญแน่ๆ ซึ่งทางเราจะปรึกษากฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง แต่เบื้องต้น ถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นความลับ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อย่าแก้ตัวข้างๆ คูๆ ความรับผิดทางอาญา ทางแพ่งต้องมี กกต.ทั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง เพราะเวลานักการเมืองทำผิดกฎหมายยังต้องจ่ายค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ถ้าผิด กกต.ก็ต้องจ่ายและติดคุกด้วย
เมื่อถามว่า กรณีนี้มีการเทียบกับกรณืที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเมื่อปี 2549 ว่าถ้าจะ ไม่ลับ คือต้องเห็นตอนที่กาบัตร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็มีศรีธนญชัยพูด ว่าปี 2549 ผิดเพราะมีคนล่วงรู้แล้ว เลยไม่ลับ แต่คำว่าลับหรือไม่ลับอยู่ที่ระบบ มันไม่ได้หมายความว่าความลับแตก เลยไม่ลับอย่างนี้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้แล้ว จะมาบอกว่ายังไม่เห็นมีใครรู้เลย จึงเรียกว่าลับ ดังนั้นถ้าตนเอาบัตรเลือกตั้งลงไปในถังขยะ แล้วไม่มีใครรู้ก็เรียกว่าลับใช่หรือไม่
“คำว่าลับ คือโอกาสที่ใครจะล่วงรู้ ต้องไม่มี ไม่ใช่ลับยังไม่แตกก็ยังเป็นความลับอยู่ คำว่าการเลือกตั้งเป็นความลับคือ โอกาสที่ผู้อื่นจะล่วงรู้ว่าประชาชนเลือกใคร ต้องไม่มี ถึงจะเรียกว่าลับถ้า กกต.จะตอบว่า ก็ยังไม่มีใครรู้ ผมว่ามักง่าย และเสียศักดิ์ศรี เสียเกียติศักดิ์ของการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเกียรติภูมิของความเป็นข้าราชการ เสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูล ตอนนี้ กกต.กำลังทำผิดเจตนารมณ์ในการเกิดขึ้นขององค์กรตัวเอง ทำลายศักดิ์ศรีองค์กรตัวเอง ” นายวิโรจน์ กล่าว
เมื่อถามว่า มีรายงานว่าในต่างประเทศ บางประเทศก็มีระบบบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ดังนั้นได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนถึงบอกว่า ถ้าบาร์โค้ดของเล่ม คือทั้งจังหวัดเป็นบาร์โค้ดเดียวกัน เพื่อจะได้แยกว่าบัตรเลือกตั้งนี้เป็นของจังหวัดนี้ อันนี้ตนไม่มีปัญหา ตนไม่ได้กล่าวหา กกต.เกินควร อย่าง กทม.มี 33 เขต มี 33 บาร์โค้ด ตนไม่มีปัญหาอะไรเลย กกต.ไม่ผิด เพราะบ่งชี้ไปที่ตัวบุคคลไม่ได้ เพราะเป้าหมายคือไม่ต้องการให้ใครก็ตามล่วงรู้
เมื่อถามว่า ประชาชนยังจำเป็นต้องเซ็นชื่อที่ต้นขั้วหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ยังจำเป็น เพราะเป็นหลักฐานว่าประชาชนมาใช้สิทธิแล้ว เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่
เมื่อถามต่อว่า การตรวจสอบกลับไปเพื่อจะทำอะไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า หัวคะแนนจะได้รู้ว่า คนที่ตัวเองซื้อนั้นได้ลงคะแนนให้หรือไม่ เพราะเราก็ได้ยินอยู่ว่ามีการซื้อกรรมการประจำหน่วย คราวนี้ก็ซื้อสิ เพื่อเช็คบิลย้อนหลังว่าทำไมจ่ายเงินไปแล้ว คะแนนไม่เข้าเป้า ดังนั้น ถ้ามันเป็นจริงว่ามีการซื้อคะแนนประจำหน่วย ให้เอาบัตรมาดูมาเช็คกับต้นขั้วหน่อยว่า ที่จ่ายไปนั้นลงคะแนนให้หรือไม่ ถ้าไม่เลือก ก็จะไปคุกคามถึงบ้านเลย ดังนั้นอย่ารอให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะการเลือกตั้งที่ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้มันทำให้ประชาชนอุ่นใจ ในสิทธิของเขา 5 วินาทีในคูหา ว่าเขาจะมีสิทธิที่เท่าเทียมกับคนอื่นที่ไม่ว่ามันผู้ใด ใครผู้ถึงจะรู้ไม่ได้ และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจะคุกคามเขาไม่ได้ แต่ตรงนี้สูญเสียไปไม่ได้ถ้า ประชาชนสูญสิ้นศรัทธา แล้วดันไปมีหลักฐานปรากฏว่าสามารถสอบกลับไปถึงตัวเขาได้ เจตนารมณ์ของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจะสูญสลาย หายสิ้นไปทันที และนี่คือโทษานุโทษ ของ กกต.ถ้าทำสิ่งนั้น
นายวิโรจน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับฟังที่กกต.แถลงข่าว ว่าตนฟังการแถลงผ่านไลฟ์ ทราบว่า กกต.ยอมรับว่าบาร์โค้ด สามารถสอบกลับไปถึงตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ โดยบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้ง ตรงกับต้นขั้ว แต่ กกต.ยังแก้ตัวว่า ไม่มีคนรู้ แต่ส่วนตัวยังยืนยันว่า ความลับ ต้องหมายถึงไม่มีโอกาสเลยที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะล่วงรู้ ไม่ใช่ใครไปยิงบาร์โค้ด แล้วไปตรงกับรหัสต้นขั้ว จนทำให้รู้ตัวตนผู้ใช้สิทธิ แบบนี้ไม่เรียกว่าความลับ การที่ กกต.เรียกว่า ลับ น่าจะหมายถึงลับ ลวง พราง มากกว่า



















