บรรยากาศเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกคึกคัก “โสภณ-พริษฐ์” ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ด้าน “โสภณ” แสดงวิสัยทัศน์ขอสภาฯ ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างสมดุล อย่ามุ่งชนะคะคาน ด้าน “พริษฐ์” ขอปธ.คนใหม่ ไม่วางตัวเป็นกลาง 4 ประเด็น พร้อมให้เร่งเดินหน้าแก้รธน.ตามผลประชามติ
วันที่ 15 มี.ค.2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1(สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรก โดยมีวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศก่อนการประชุมพบว่า สส.แต่ละพรรคได้ทยอยเข้าสู่ห้องประชุม ซึ่งจัดโซนให้นั่ง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย นั่งอยู่ด้านซ้ายของห้องประชุม ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฐานะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคพรรคภูมิใจไทยได้เดินนำสส.เข้าสู่ห้องประชุม และได้เดินทักทายสส. ซึ่งพบว่านายจุลพันธ์ อรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือด้วยความยินดี
นอกจากนั้นแล้วยังพบว่านายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินเข้าไปจับมือและพูดคุย กับนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ด้วย จากนั้นเวลา 09.29 น.นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่มีอายุ 90 ปีขึ้นทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว
จากนั้นนายไพโรจน์ ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานสภาฯ โดยได้ให้ สส.ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญต่อมาได้ชี้แจงขั้นตอนและวิธีการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย
ต่อมานายปกรณ์วุฒิ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนจากนั้นนายโสภณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนได้เห็นการตั้งนาผมทำงานมา 25 ปีเห็นการทำงานตั้งแต่ยุคก่อน จากประสบการณ์เห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย และมีประสบการณ์ดีๆมีความรู้ มาใช้ในการทำงานสภา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพี่น้องประชาชน เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงาน เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศ อำนาจหน้าที่ของประธานสภา สถาบันนิติบัญญัติใน 3 ประการคือ 1 ประชาชนทุกร้อนมาบอกกล่าวปรึกษาหารือการตั้งกระทู้ อยากเห็นสะพานนี้ ใช้กลไกนี้ได้นำเรื่องทุกข์ร้อนเพื่อนำให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม 2 การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ มีความสมดุลเป็นเหตุเป็นผลในการทำงานของทั้งสองฝ่ายเพื่อประชาชน 3 การบัญญัติกฎหมาย
เราทราบดีว่าขณะนี้ สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของการค้าทางเศรษฐกิจสังคมและจ่ายประจำของโลกอุตสาหกรรมของโลก 3 ต้องการความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามอยากเห็นสภาแห่งนี้ได้เป็นหลักในการที่จะฟันฟ้าวิกฤตเพียงคู่กับรัฐบาลใช้กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ ในการแก้ปัญหาในอดีต การเสนอกฎหมาย อยากเห็นการเสนอกฎหมาย ที่จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับได้และไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคายนากฎหมายเรานั้นที่เป็นอุปสรรค โดยเร็วที่สุดจนกฎหมายใหม่ที่จะเสนอมา เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการทำงานให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติ การพัฒนาของโลก ให้ทำ ไม่ว่าเรื่องการค้าเรื่องมนุษย์ ไม่อยากให้ใช้ว่าแต่กรรมเอาชนะคะการกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ สร้างสภาเป็นเกียรติเป็นศรี
ผมก็ภาวนา ที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อ เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน จะลงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ต่อมานายโสภณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและคนที่เสนอชื่อ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้านนิติบัญญัติมา 25 ปีได้เห็นการทำงานตั้งแต่ยุคก่อนจนมาถึงยุคปัจจุบันที่ใช้เอไอในการทำงาน จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย ตนหวังว่าสภาฯชุดนี้จะได้หลอมรวมจากในอดีตและความรู้สมัยใหม่มาให้ทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน เมื่อเราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงาน เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ และอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติมี 3 ประการคือ 1.นำปัญหาของพี่น้องประชาชนทุกร้อนมาบอกกล่าว ปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้หรือตั้งญัตติ อยากเห็นสภาฯนี้ใช้กลไกได้นำเรื่องทุกข์ร้อนเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 2. การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ตนอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ และมีความสมดุล เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานของทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
นายโสภณ กล่าวต่อว่า 3.การบัญญัติกฎหมาย หรือการออกกฎหมาย เพราะเราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของการค้า เศรษฐกิจ เป็นวิกฤตของสังคม และวิกฤตทางกายภาพของโลก และวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาฯแห่งนี้เป็นหลักในการที่จะฟันฝ่าวิกฤตคู่กับรัฐบาล โดยใช้กฎหมาย หรือฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะฝ่าวิกฤต ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมาย ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่มาจากรัฐบาล แต่ครั้งนี้อยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาฯ เพื่อให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับได้ และไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน หวังว่าในสภาฯชุดนี้จะสังคายนากฎหมายเหล่านั้นที่เป็นอุปสรรค ต่อพี่น้องประชาชน ให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะเสนอมา ต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ต่อการพัฒนาของโลก วิวัฒนาการของประเทศให้ทัน ไม่ว่าเรื่องการค้า การต่างประเทศต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในอดีตเราจะเห็นว่าการพิจารณากฎหมายใช้เวลานานไม่สามารถออกกฎหมายได้
“ผมคิดว่าประชาชนไม่อยากเห็นสภาฯใช้วาทกรรมเอาชนะคานกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ แต่ประชาชนปรารถนาที่จะเห็นการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลนำไปทำให้เป็นรูปธรรม ผมหวังอย่างยิ่งว่าสภาฯจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการเสนอกฎหมาย เพื่อให้สภาฯแห่งนี้เป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชน เป็นต้นแบบ ถ้าเราไม่สามารถสร้างสภาฯแห่งนี้ให้เป็นสภาฯที่สง่างาม ก็ยากที่จะทำให้ประชาธิปไตยที่เราต้องการไปพัฒนาประเทศได้ ผมก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”นายโสภณ กล่าว

จากนั้นขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9(1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส. ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนํา ในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวาง ถูกบิดเบือน โดยอํานาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้การได้มาขององค์กรอิสระ เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนจากสส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประธานสภาจะต้อง มีบทบาทสําคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อมาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทําให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส
“นอกจากนี้ ประธานสภาฯคนถัดไปยังต้องทําให้การเดินหน้าจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการ ที่ได้แสดงออกผ่านการทําประชามติ คําถามที่สําคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่คําถามว่า ใครเป็นประธานสภา แต่คือคําถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้ สภาฯแห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอํานาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอํานาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามในการครอบงําผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการลงมติมีข้อหารือต่อกรณีของการลงคะแนนลับผ่านการเขียนชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อลงในบัตรออกเสียง ซึ่งมีคำถามต่อการสะกดชื่อที่ไม่ถูกต้อง โดยตอนแรก นายไพโรจน์ วินิจฉัยว่าหากสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวถือว่าเป็นบัตรเสีย ทำให้ถูกทักท้วงว่าขอให้ยึดเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียงแม้จะมีการสะกดชื่อผิด เช่น ตัวสะกด หรือ ใส่การันต์ และมีข้อเสนอให้เขียนหมายเลขแทนเขียนชื่อ จนใ
ฝฝฝฝฝฝฝฝฝฝฝฝฝฝ
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) ซึ่งมีวาระสำคัญในการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 2 คน โดยมี Pairote Lohsunthorn สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมสภาฯ ชั่วคราว
ในช่วงหนึ่งของการประชุม Sophon Saram ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้สภามีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนทำงานอยู่ในสภานิติบัญญัติ ได้เห็นพัฒนาการของการทำงานในสภาตั้งแต่ยุคที่ยังใช้แผ่นชาร์ตประกอบการอภิปราย จนมาถึงยุคปัจจุบันที่มีการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนการทำงานของสมาชิกสภา
จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของการทำงานในสภา จึงหวังว่าสภาชุดใหม่นี้จะสามารถนำประสบการณ์ที่ดีในอดีตมาผสานกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการทำงานของสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
นายโสภณกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล้วนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของประเทศ โดยบทบาทสำคัญของประธานสภาและสถาบันนิติบัญญัติมี 3 ประการ ได้แก่ การเป็นเวทีสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนผ่านกลไกของสภา การตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างมีคุณภาพและสมดุล และการบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า สังคม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สภามีบทบาทมากขึ้นในการริเริ่มกฎหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติเอง ไม่ใช่เพียงรอกฎหมายจากฝ่ายบริหาร พร้อมผลักดันการ “สังคายนา” กฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการดำรงชีวิตของประชาชน
ขณะเดียวกัน กฎหมายใหม่ที่จะเสนอควรเป็นกฎหมายที่ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสังคม เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ
นายโสภณยังกล่าวด้วยว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นสภาใช้เพียงวาทกรรมทางการเมืองเพื่อเอาชนะกัน แต่ต้องการเห็นการทำงานร่วมกันเพื่อออกกฎหมายที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อประเทศ
“สภาแห่งนี้เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน หากเราไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้เป็นสถาบันที่สร้างความศรัทธา มีเกียรติและสง่างาม ก็ยากที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง” นายโสภณกล่าว พร้อมยืนยันว่าหากได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สภาฯนัดแรกคึกคัก “โสภณ-พริษฐ์” ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ “โสภณ” ขอสภาฯ ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างสมดุล อย่าใช้วาทกรรมมุ่งชนะคะคาน
บรรยากาศเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกคึกคัก “โสภณ-พริษฐ์” ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ด้าน “โสภณ” แสดงวิสัยทัศน์ขอสภาฯ ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างสมดุล อย่ามุ่งชนะคะคาน ด้าน “พริษฐ์” ขอปธ.คนใหม่ ไม่วางตัวเป็นกลาง 4 ประเด็น พร้อมให้เร่งเดินหน้าแก้รธน.ตามผลประชามติ
วันที่ 11 มี.ค.2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1(สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรก โดยมีวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศก่อนการประชุมพบว่า สส.แต่ละพรรคได้ทยอยเข้าสู่ห้องประชุม ซึ่งจัดโซนให้นั่ง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย นั่งอยู่ด้านซ้ายของห้องประชุม ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฐานะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคพรรคภูมิใจไทยได้เดินนำสส.เข้าสู่ห้องประชุม และได้เดินทักทายสส. ซึ่งพบว่านายจุลพันธ์ อรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือด้วยความยินดี
นอกจากนั้นแล้วยังพบว่านายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินเข้าไปจับมือและพูดคุย กับนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ด้วย
จากนั้นเวลา 09.29 น.นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่มีอายุ 90 ปีขึ้นทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว
จากนั้นนายไพโรจน์ ขึ้นบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานสภาฯ โดยได้ให้ สส.ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ
ต่อมาได้ชี้แจงขั้นตอนและวิธีการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย
ต่อมานายปกรณ์วุฒิ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
จากนั้นนายโสภณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนได้เห็นการตั้งนาผมทำงานมา 25 ปีเห็นการทำงานตั้งแต่ยุคก่อน จากประสบการณ์เห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อย และมีประสบการณ์ดีๆมีความรู้ มาใช้ในการทำงานสภา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพี่น้องประชาชน เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงาน เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศ อำนาจหน้าที่ของประธานสภา สถาบันนิติบัญญัติใน 3 ประการคือ 1 ประชาชนทุกร้อนมาบอกกล่าวปรึกษาหารือการตั้งกระทู้ อยากเห็นสะพานนี้ ใช้กลไกนี้ได้นำเรื่องทุกข์ร้อนเพื่อนำให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม 2 การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ มีความสมดุลเป็นเหตุเป็นผลในการทำงานของทั้งสองฝ่ายเพื่อประชาชน 3 การบัญญัติกฎหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้ สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของการค้าทางเศรษฐกิจสังคมและจ่ายประจำของโลกอุตสาหกรรมของโลก 3 ต้องการความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามอยากเห็นสภาแห่งนี้ได้เป็นหลักในการที่จะฟันฟ้าวิกฤตเพียงคู่กับรัฐบาลใช้กฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติ ในการแก้ปัญหาในอดีต การเสนอกฎหมาย อยากเห็นการเสนอกฎหมาย ที่จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับได้และไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคายนากฎหมายเรานั้นที่เป็นอุปสรรค โดยเร็วที่สุดจนกฎหมายใหม่ที่จะเสนอมา เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการทำงานให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติ การพัฒนาของโลก ให้ทำ ไม่ว่าเรื่องการค้าเรื่องมนุษย์ ไม่อยากให้ใช้ว่าแต่กรรมเอาชนะคะการกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ สร้างสภาเป็นเกียรติเป็นศรี
ผมก็ภาวนา ที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อ เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน จะลงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ต่อมานายโสภณ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและคนที่เสนอชื่อ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานด้านนิติบัญญัติมา 25 ปีได้เห็นการทำงานตั้งแต่ยุคก่อนจนมาถึงยุคปัจจุบันที่ใช้เอไอในการทำงาน จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมีทั้งจุดเด่น และจุดด้อย ตนหวังว่าสภาฯชุดนี้จะได้หลอมรวมจากในอดีตและความรู้สมัยใหม่มาให้ทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน เมื่อเราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงาน เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ และอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติมี 3 ประการคือ 1.นำปัญหาของพี่น้องประชาชนทุกร้อนมาบอกกล่าว ปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้หรือตั้งญัตติ อยากเห็นสภาฯนี้ใช้กลไกได้นำเรื่องทุกข์ร้อนเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 2. การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ตนอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ และมีความสมดุล เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานของทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
นายโสภณ กล่าวต่อว่า 3.การบัญญัติกฎหมาย หรือการออกกฎหมาย เพราะเราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของการค้า เศรษฐกิจ เป็นวิกฤตของสังคม และวิกฤตทางกายภาพของโลก และวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาฯแห่งนี้เป็นหลักในการที่จะฟันฝ่าวิกฤตคู่กับรัฐบาล โดยใช้กฎหมาย หรือฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะฝ่าวิกฤต ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมาย ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่มาจากรัฐบาล แต่ครั้งนี้อยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาฯ เพื่อให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับได้ และไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน หวังว่าในสภาฯชุดนี้จะสังคายนากฎหมายเหล่านั้นที่เป็นอุปสรรค ต่อพี่น้องประชาชน ให้มีการปรับปรุงหรือยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะเสนอมา ต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ต่อการพัฒนาของโลก วิวัฒนาการของประเทศให้ทัน ไม่ว่าเรื่องการค้า การต่างประเทศต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในอดีตเราจะเห็นว่าการพิจารณากฎหมายใช้เวลานานไม่สามารถออกกฎหมายได้
“ผมคิดว่าประชาชนไม่อยากเห็นสภาฯใช้วาทกรรมเอาชนะคานกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ แต่ประชาชนปรารถนาที่จะเห็นการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลนำไปทำให้เป็นรูปธรรม ผมหวังอย่างยิ่งว่าสภาฯจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการเสนอกฎหมาย เพื่อให้สภาฯแห่งนี้เป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชน เป็นต้นแบบ ถ้าเราไม่สามารถสร้างสภาฯแห่งนี้ให้เป็นสภาฯที่สง่างาม ก็ยากที่จะทำให้ประชาธิปไตยที่เราต้องการไปพัฒนาประเทศได้ ผมก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”นายโสภณ กล่าว
จากนั้นขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9(1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส. ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนํา ในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวาง ถูกบิดเบือน โดยอํานาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้การได้มาขององค์กรอิสระ เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนจากสส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประธานสภาจะต้อง มีบทบาทสําคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อมาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทําให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส
“นอกจากนี้ ประธานสภาฯคนถัดไปยังต้องทําให้การเดินหน้าจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการ ที่ได้แสดงออกผ่านการทําประชามติ คําถามที่สําคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่คําถามว่า ใครเป็นประธานสภา แต่คือคําถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้ สภาฯแห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอํานาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอํานาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามในการครอบงําผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการลงมติมีข้อหารือต่อกรณีของการลงคะแนนลับผ่านการเขียนชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อลงในบัตรออกเสียง ซึ่งมีคำถามต่อการสะกดชื่อที่ไม่ถูกต้อง โดยตอนแรก นายไพโรจน์ วินิจฉัยว่าหากสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวถือว่าเป็นบัตรเสีย ทำให้ถูกทักท้วงว่าขอให้ยึดเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียงแม้จะมีการสะกดชื่อผิด เช่น ตัวสะกด หรือ ใส่การันต์ และมีข้อเสนอให้เขียนหมายเลขแทนเขียนชื่อ จนใ



















