ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ ช่วยกลุ่มเปราะบาง – โลจิสติกส์ เตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน – เติมเงินบัตรสวัสดิการ
วันที่ 26 มี.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดประชุม ครม.เป็นกรณีพิเศษ เพื่อรับมือสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลกที่มีต้นตอจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม. ได้รับฟังการประเมินสถานการณ์จากหน่วยงานด้านพลังงาน พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการปรับตัวของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยเน้นการบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับภาวะวิกฤติที่กระทบหลายภาคส่วน

“นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำมาตรการดูแลประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยให้ดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน และใช้กลไกทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ทันที”

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการลดผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง 7 เรื่อง ดังนี้
1.ครม. เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาแนวทาง ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยกำหนดรูปแบบและระดับการปรับลดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ว่าลดอย่างไร มากแค่ไหน ระยะเวลาเท่าไหร่
“ข้อกฎหมายอยู่ระหว่างส่งไปให้สำนักงานกฤษฎีกาอยู่ แต่เข้าใจเบื้องต้น ณ วันนี้ทำได้ แต่เมื่อ ครม. มีมติแล้ว เรื่องนี้ต้องไปถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งหากมีมติดำเนินการได้ ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงในทันที เช่น สรรพสามิตเก็บอยู่ 5-6 บาท หากลดเท่าไหร่ น้ำมันก็ต้องลงเท่านั้นเลย ตรงไปตรงมา” นายลวรณ กล่าว
2.ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพิ่มวงเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมวงเงินใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มอีก 100 บาท เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน ชั่วคราว 1 เดือน ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เมื่อมี ครม.ชุดใหม่ จะมาพิจารณาว่าจะต่อหรือไม่
ทั้งนี้ การเติมเงินกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำเป็นต้องขออนุญาตจาก กกต. ก่อน ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 13.3 ล้านคน จะใช้แหล่งเงินจากงบกลางกว่า 1,300 ล้านบาท
3.เยียวยาภาคขนส่ง ออกมาตรการ ช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง
4.ช่วยเหลือเกษตรกร (ต้นทุนปุ๋ย) เตรียมดำเนินมาตรการธงเขียว สนับสนุนค่าปุ๋ย บัตรดินดี และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
5.กลุ่มประมง ส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาต่ำกว่าน้ำมันทั่วไปประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้เกษตรกรและชาวประมง
6.ผู้รับเหมาภาครัฐผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้าง ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและการดำเนินงานล่าช้า จนกระทบการส่งมอบงาน โดยจะพิจารณาขยายระยะเวลาตรวจรับงานอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ดูเป็นรายต่อราย และเร่งชดเชยค่า K
7.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยให้ธนาคารออมสินเตรียมวงเงิน ซอฟต์โลน 10,000 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องทั้งซัพพลายเชนที่ได้รับผลกระทบ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น.



















