‘การดี’ จี้รัฐตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ฝุ่น PM 2.5 วิกฤตภาคเหนือค่า AQI พุ่งทะลุ 1,900 ชี้อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐาน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดข้อมูล GISTDA เผยจุดความร้อนขยายตัว 3 เท่าในสัปดาห์เดียว ทำสถิติสูงกว่ามาตรฐาน WHO 50 เท่า หวั่นกระทบสุขภาพระยะยาวและฉุดเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคเหนือพังพินาศ

วันที่ 1 เม.ย.2569 เวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานในการประชุม  ซึ่งได้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยมีสส.ฝ่ายค้าน และรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย  

ต่อมานางการดี อภิปรายเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานับสิบปี และเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำลายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และขีดความสามารถของประเทศ จากข้อมูลของ GISTDA พบว่าสถานการณ์ไฟป่าในภาคเหนือตอนบนเข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวน ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างวันที่ 23-29 มีน.ค.พบว่าจุดความร้อน (Hotspot) ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ส่งผลให้ค่าฝุ่นในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พุ่งสูงถึง 1,956 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ถึง 50 เท่า

“วันนี้เราสูดดมอากาศที่เป็นพิษ แต่กลับยังไม่สามารถประกาศเป็นเขตภัยพิบัติได้ เนื่องจาก พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ยังไม่ครอบคลุมภัยที่เป็นลักษณะค่อยๆ ก่อตัว (Onset issue) ทำให้มีข้อจำกัดในการจัดการระดับจังหวัดและการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง” ดร.การดี กล่าว

นางการดี กล่าวต่อว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรม ขอเสนอแนวทางบูรณาการ 6 มิติ 1.สิทธิพื้นฐานและกฎหมาย ผลักดัน พรบ.อากาศสะอาด โดยยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ” 2.ทางเลือกให้เกษตรกร เลิกใช้วิธีจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้มาตรการจูงใจ (Incentive) เช่น สินเชื่อดอกเบี้ย 0% สำหรับเครื่องมือเก็บเกี่ยว และการคืนเงินอุดหนุนตัดอ้อยสด 3.สาธารณสุขเชิงรุก จัดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่น” และระบบติดตามผลกระทบสุขภาพระยะยาว เนื่องจากฝุ่นขนาดเล็กสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและทำลายระบบปอดและสมองได้ 4.ฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยว: เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและเยียวยาผู้ประกอบการ SME ในภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบหนักในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 5.ยกระดับข้อมูลและนวัตกรรม ใช้ Data จาก GISTDA วิเคราะห์เพื่อ “ป้องกัน” ก่อนเกิดเหตุ รวมถึงส่งเสริมงานวิจัย “หอฟอกอากาศระดับเมือง” 6.การทูตระหว่างประเทศ เร่งเจรจาปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน (Cross-border Pollution) กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

“อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐานที่พลเมืองไทยทุกคนควรได้รับ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อมูล (Data) มาเป็นตัวนำในการตัดสินใจ มากกว่าการใช้การเมืองนำการแก้ไขปัญหา เรากำลังพูดถึงความเสี่ยงของทรัพยากรมนุษย์ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า และดิฉันไม่อยากกลับมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกฤดูกาลฝุ่น อนาคตของลูกหลานอยู่ในมือเราที่ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้” นางการดี กล่าว

ขณะที่น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวเสนอญัตติตอนหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ตนขอเสนอให้รัฐบาลมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1.การรวมข้อมูลแพลตฟอร์มกลางแบบเรียลไทม์ รวมทุกกระทรวงอยู่ด้วยกัน หรือวอร์รูมกลางเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำกัดแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง โดยต้องรวมเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ และ2.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องจูงใจให้เกษตรกรตัดอ้อย สดด้วยการให้สินเชื่อเพื่อลงทุนปรับเปลี่ยนใหม่ให้พร้อมรับกับเครื่องมือ ไม่ใช่แค่ให้เงินชดเชย ขณะที่กระทรวงมหาดไทยควรกระจายอำนาจ โอกาส และประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนกระทรวงการคลังต้องปรับลดภาษี คนดีต้องได้รับการตอบแทนที่ดี คนไม่ดีต้องได้รับการลงโทษ รัฐต้องจัดการ วาระแห่งชาติเราพูดกันมามากแล้ว

“ดิฉันหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พูดแล้วทำ ทำแล้วแก้ปัญหาได้จริง จะได้ไม่มีใครมาอ้างแล้วใช้วาทกรรมว่าละเลย ไม่ใส่ใจ และไม่แก้ไขปัญหา”น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img