เปลี่ยนสนามรบเป็นหน้าจอ! “นพดล กรรณิกา” แฉยุทธศาสตร์เขมรใช้คลิปตัดต่อเสี้ยมคนไทยซัดกันเอง ชี้ไทยเพลี่ยงพล้ำเกมจิตวิทยา จี้กองทัพเลิกนิ่ง-เร่งสื่อสารความจริงสยบการบิดเบือน ก่อนอธิปไตยจะพังเพราะความแตกแยก
เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ผมอยากชวนทุกคนลองคิดร่วมกับผมสักนิดครับ สถานการณ์ไทย–เขมรตอนนี้… หลายคนเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างจากเขมรว่าเขากำลังอ่อนลงมาขอคืนดีกับเรา จนบางคนอาจคิดว่า “เขาหยุดแล้ว” แต่ความจริงคือ เขา “ไม่เคยหยุด” เขาแค่ “เปลี่ยนฉากของสนามรบ” จากสนามรบชายแดน…มาอยู่ในสนามรบ “ความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ของคนไทย” วันนี้เขากำลังลากเราเข้าไปเล่นเกมที่เขาถนัด และที่น่าคิดคือ…แทบทุกฉาก เขาได้เปรียบ
ฉากที่ 1: ผู้กองโทนี่ — นายทหารหน้างานชายแดนที่ต้องเผชิญนายพลจัตวาและคลิปตัดต่อของเขมร เหตุการณ์เริ่มจากหน้างานชายแดนที่ผู้กองโทนี่ต้องเผชิญแรงกดดันจริง กำลังน้อยกว่า แต่ต้องรักษาพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเข้าประชิด การยั่วยุ และการถ่ายคลิป “เฉพาะช่วงตอบโต้” ผลลัพธ์คือผู้บังคับบัญชาเห็น “เพียงบางส่วน” คนไทยเริ่มถกเถียง ความเข้าใจของคนไทยด้วยกันเริ่มแตก ฉากนี้…เขมรได้เปรียบเพราะสามารถกำหนดกรอบการเล่าเรื่อง ตัดภาพบางช่วง จนผู้กองโทนี่อาจถูกมองว่า “หลุดวินัย”
ฉากที่ 2: ผู้การธรรมนูญ — ระบบ vs ความเข้าใจสังคม การปรับย้ายเป็นเรื่องปกติของกองทัพ ไม่ว่าจะรู้ล่วงหน้าหรือไม่ เป็นกลไกของระบบ แต่เมื่อเข้าสู่โซเชียลกลับถูกตีความว่า “โดนเด้ง” “ขัดขวางผลประโยชน์” “ผู้บังคับบัญชาไม่พอใจ” ผลที่ตามมาคือความเชื่อมั่นสั่นคลอน ขวัญกำลังใจหน้างานสะเทือน ฉากนี้…เขมรได้เปรียบอีก
ฉากที่ 3: สนธิญาณ vs กันจอมพลัง — คนไทยถกกันเอง ผมขอให้ทุกคนลองหยุดคิดสักนิดครับ เมื่อเรื่องระหว่างคุณสนธิญาณและคุณกันจอมพลังเข้าสู่สื่อและภาคประชาชน เข้าสู่โซเชียล เสียงคนไทยเริ่มแตกเป็นหลายทิศ ฝ่ายหนึ่งกังวลเรื่องวินัย ระบบและกฎหมายระหว่างประเทศ อีกฝ่ายหนึ่งยืนอยู่ข้างคนหน้างานชายแดน ทั้ง ๆ ที่ความจริงยังมีกันไม่ครบ แต่ “ความเห็น” เต็มประเทศ บางคนเชื่อจากสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ ผลลัพธ์คือความเห็นกลายเป็นความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกลายเป็นความไม่พอใจ คนไทยเริ่มแบ่งฝั่ง ตั้งคำถามกันเอง และเริ่มสร้างความโกรธต่อกัน ฉากนี้…เขมรยังไม่ต้องทำอะไรก็ได้เปรียบ

ฉากที่ 4: ผู้นำกัมพูชา — จากเรื่องภายในสู่เวทีระหว่างประเทศ เมื่อความเห็นในไทย “ยังไม่ตรงกัน” ผู้นำกัมพูชาออกมาร่วมผสมโรงในกระแสโซเชียล สำหรับเรื่องราวในสื่อไทย คนเขมรเข้าใจและเข้าถึงข้อมูลของไทย แต่คนไทยไม่เข้าใจภาษาเขมร นี่คือความเสียเปรียบสำคัญ เพราะเขารู้เรา “อย่างที่เราเป็น” แต่เรารู้เขา “เท่าที่เราเห็น” นี่คือจุดเปลี่ยนของเกมเลยครับ จาก “เรื่องภายใน” กลายเป็น “เกมระหว่างประเทศ” และเมื่อถึงจุดนั้น เกมจะไม่อยู่ในการควบคุมของไทยอีกต่อไป แบบนี้….ใครได้เปรียบครับ
ฉากที่ 5: กับดักชายแดน — จากแรงกดดันสู่ความสูญเสียจริง ในช่วงที่เรียกว่า “หยุดยิง” กลับมีทหารไทยบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นสูญเสียขา และล่าสุดยังมีเหตุทหารตกหลุมขวากไม้ไผ่ได้รับบาดเจ็บ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปนะครับ แต่มันคือ “การยกระดับของเกม” จากการกดดันทางจิตวิทยา สู่ “ความสูญเสียจริง” ผลที่ตามมาชัดเจนมาก คนไทยโกรธ อารมณ์พุ่ง ความเสี่ยงของการปะทะเพิ่มขึ้นทันที และนั่นแหละครับ…คือสิ่งที่อันตรายที่สุด เพราะเกมกำลังถูกเร่งให้เร็วขึ้น และอาจผลักให้ไทยตกอยู่ในความเสียเปรียบภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือในระยะยาว เกมที่เขมรได้เปรียบในทุกฉากอาจกระทบต่ออธิปไตยของเราบนผืนแผ่นดินนี้ได้เลย ถ้าเราหยุดตั้งสติแล้วมองภาพรวม น่าจะเห็นชัดว่า……..เขมรสร้างสถานการณ์หน้างาน ตัดต่อคลิปบางช่วงมาเล่า ทำให้คนไทยขัดแย้งและแตกแยกกันเอง ขยายไปสู่เวทีใหญ่กว่า และทุกเกม…เขมรได้ประโยชน์
ดังนั้นทางออกคือ คนไทยทั้งประเทศน่าจะหันมาพิจารณามิติ “ความเป็นธรรม” ที่ต้องไม่ถูกมองข้าม ในสถานการณ์ที่ความจริงถูกตัดทอนเอามาแชร์ในโลกโซเชียลแค่บางส่วนและสังคมเริ่มแตกเป็นหลายทิศ บทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือการทำให้ “ข้อเท็จจริง” ถูกตรวจสอบอย่างเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องตัดสินกันเองจากข้อมูลที่ไม่ครบ และเพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ได้รับ “ความเป็นธรรม” จากการถูกกล่าวถึง เพราะความเป็นธรรมเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความมั่นคงของชาติ ในมุมยุทธศาสตร์ ความเป็นธรรมไม่ใช่แค่หลักกฎหมาย แต่คือ “เครื่องมือรักษาความมั่นคง” เพราะเมื่อคนไทยเชื่อมั่นในกระบวนการ เชื่อว่าความจริงพิสูจน์ได้ และเชื่อว่าระบบรัฐยังยืนอยู่บนความเป็นธรรม ความแตกแยกจะไม่เกิด และทันทีที่คนไทย “เห็นความจริงเดียวกัน” เขมรจะเสียเครื่องมือสำคัญในการสร้างความได้เปรียบประเทศไทย
ความจริงที่ต้องยอมรับคือไทยไม่ได้เสียเปรียบเพราะกำลัง แต่ไทยกำลังเสียเปรียบเพราะ “ความไม่เข้าใจกันของคนไทยเอง” ถึงเวลาแล้วครับที่ไทยต้องตอบโต้…แต่ต้องตอบโต้ให้ถูกเกม การตอบโต้ที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดแรงขึ้น หรือดูถูกดูแคลนเขมร ไม่ใช่การโกรธมากขึ้น แต่คือ ทำความจริงให้ “ครบทุกฉาก” สื่อสารให้ “เร็วกว่าการบิดเบือน” ทำให้คนไทย “เห็นภาพเดียวกัน” ปกป้องขวัญกำลังใจคนหน้างาน และยึดกฎหมาย วินัย และความเป็นเอกภาพ
ถึงเวลาแล้วครับที่ผู้บังคับบัญชาต้อง “นำความจริงออกมาให้เร็วกว่าคลิป” สื่อมวลชนต้อง “ยึดข้อเท็จจริงเหนือกระแส” คนไทยต้อง “หยุดตัดสินจากภาพบางช่วง” ศึกนี้ไม่ได้วัดกันที่ใครรุกรบก่อน แต่วัดกันที่ใคร “คุมความเป็นเอกภาพของคนในชาติได้ก่อน” อย่าปล่อยให้เขมรได้ใจจากความแตกต่างที่กลายเป็นความแตกแยกของคนไทย เพราะสุดท้ายแล้วเขาอาจไม่ได้ชนะเพราะเขารบเก่งกว่า แต่เขาชนะ…เพราะเราคนไทย “ยังไม่ยืนอยู่ข้างเดียวกันเลย”



















