“ณัฐพงษ์ ” โต้ “โสภณ ซารัมย์” หลังแถลงผลงาน 122 วัน พร้อมพาดพิงฝ่ายค้าน ชี้ประธานสภาควรใช้อำนาจตรวจสอบองค์กรอิสระให้เต็มที่ ย้ำสภาไม่ล่มไม่ใช่ผลงานของคนคนเดียว พร้อมหนุนแก้ข้อบังคับเพิ่มความรับผิดชอบฝ่ายบริหารและเปิดถ่ายทอดสดประชุมกรรมาธิการ
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงาน 122 วัน พร้อมพาดพิงฝ่ายค้านว่า ชอบยั่วยุและกล่าวหาประธานสภาไม่เป็นกลาง
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากจะพูดถึงผลงานของประธานสภาโดยตรง ก็ควรเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องของสมาชิกที่เข้าชื่อเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระ ซึ่งอยากให้ประธานสภาใช้อำนาจในส่วนนี้อย่างเต็มที่
ส่วนการที่นายโสภณระบุว่าสามารถทำให้การประชุมสภาไม่ล่มนั้น นายณัฐพงษ์เห็นว่า เป็นผลจากความร่วมมือของทุกพรรคการเมืองในสภา ไม่ใช่ผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พร้อมระบุว่า หากตนได้ทำหน้าที่ประธานสภา ก็คงไม่หยิบยกเรื่องดังกล่าวมาอ้างเป็นผลงานของตัวเอง
สำหรับกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่าประธานสภาทำหน้าที่ปกป้องฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ค่อยมาตอบกระทู้หรือชี้แจงต่อกรรมาธิการนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนรัฐมนตรีที่เข้ามาตอบกระทู้ แต่อยู่ที่ผู้รับผิดชอบโดยตรงมาชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐมนตรีเจ้าของเรื่องมักมอบหมายผู้อื่นมาตอบแทน ทั้งที่กระทู้ถามสดควรเป็นกลไกให้ฝ่ายบริหารเข้ามาชี้แจงโดยไม่ทราบคำถามล่วงหน้า
“สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่าฝ่ายค้านต้องแจ้งประเด็นและกำหนดเวลาล่วงหน้า รัฐบาลจึงจะยอมเข้ามาตอบ ซึ่งมองว่าอาจยังไม่ใช่การทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ดีเพียงพอ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายณัฐพงษ์เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายโสภณในการแก้ไขข้อบังคับการประชุม เพื่อไม่ให้รัฐมนตรีสามารถเลื่อนการตอบกระทู้ได้ เพราะจะช่วยให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภามากขึ้น
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนแนวคิดการเปิดถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญ โดยอ้างอิงผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ที่ระบุว่า รัฐสภาในต่างประเทศมีความโปร่งใสมากกว่า เนื่องจากเปิดให้ถ่ายทอดสดการประชุม และกรรมาธิการมีอำนาจเรียกบุคคลมาชี้แจงได้อย่างเข้มแข็ง
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เคยเสนอเรื่องดังกล่าวต่อนายโสภณในฐานะประธานสถาบันพระปกเกล้าแล้ว และเห็นว่าหากประธานสภาเป็นผู้ผลักดันเอง จะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายมากกว่าการเสนอโดยฝ่ายค้าน พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขข้อบังคับ เพื่อยกระดับความโปร่งใสของรัฐสภา และเพิ่มความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารต่อการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ.



















