‘ยศชนัน’ลุยต่อยโสธรมอบ‘บ้านพอเพียง’ ชูแพลตฟอร์มแม่นยำ-นวัตกรรมสร้างงาน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

คิกออฟแก้จนเบ็ดเสร็จ! “ศ.ดร.ยศชนัน” ลุยต่อยโสธร 3 จุดรวด มอบบ้านพอเพียง-ดันแพลตฟอร์มแม่นยำชู 4 โมเดลนวัตกรรมสร้างอาชีพ อัปสกิลทุนมนุษย์พลิกชีวิตกลุ่มเปราะบาง เล็งขยายผลทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.69 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดร้อยเอ็ดและยโสธร ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลุยภารกิจ 3 พื้นที่รวดในอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนฐานราก โดยมีผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด นายก อบจ.ยโสธร และหน่วยงานสังกัด อว. รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมคณะ

เวลาประมาณ 09.00 น. คณะได้ลงพื้นที่ ต.หนองแหน อ.กุดชุม เพื่อส่งมอบ “บ้านพอเพียง” ให้แก่ นางบัวผัน อุปพันธ์ วัย 72 ปี ซึ่งเป็นการบูรณาการความช่วยเหลือจากวิทยาลัยชุมชนยโสธร สภาองค์กรชุมชน และ พอช. เข้าปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่ทรุดโทรมและมีปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน โดยดำเนินการเทพื้นคอนกรีต เปลี่ยนหลังคา ประตู และหน้าต่างให้มีความมั่นคงปลอดภัย

สำหรับภาพรวม “โครงการบ้านพอเพียง” จังหวัดยโสธร (ปี 2560 – 2569) ได้ดำเนินการไปแล้ว 182 โครงการ ครอบคลุม 9 อำเภอ 54 ตำบล ช่วยเหลือประชาชน 1,261 ครัวเรือน ใช้งบประมาณสะสมรวม 27.36 ล้านบาท โดยเฉพาะอำเภอกุดชุมถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่กระจายงบประมาณได้ครบ 100% ทั้ง 10 พื้นที่ และในปี 2569 นี้ จ.ยโสธร ยังได้รับงบเพิ่มเติมอีกกว่า 4.38 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเพิ่มอีก 127 ครัวเรือน

จากนั้น เวลา 09.45 น. รองนายกฯ และคณะ พร้อมด้วย นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ (สนับสนุนทุนโดย บพท.) ซึ่งขับเคลื่อนโดย “วิทยาลัยชุมชนยโสธร”

โครงการนี้ได้พลิกโฉมจากการสงเคราะห์ชั่วคราว มาเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ผสานระบบสารสนเทศอัจฉริยะ (PPPConnext) และ AI ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่น ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สามารถนำพาผู้ยากไร้เข้าสู่กระบวนการยกระดับทักษะได้กว่า 7,663 คน สร้างรายได้เพิ่มสะสมกว่า 2.17 ล้านบาท รวมถึงประสานภาคีเครือข่ายช่วยลดหนี้และมอบทุนการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนัั้นคณะได้เข้าเยี่ยมชม พื้นที่โมเดลแก้จนเกษตรกรแปลงรวม ศูนย์เรียนรู้โคกหนองนา

ก่อนจะปิดท้ายที่ นิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมแก้จน ณ ลานข้างวัดป่าพุทธิคุณ ซึ่งร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยมีไฮไลต์ ‘4 โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่’ ได้แก่

พลังวัดโมเดล : ดึงพลังศรัทธาของคณะสงฆ์สร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม

ห่วงโซ่พืช-ผักอินทรีย์ : ยกระดับเกษตรกรรายย่อยสู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้กว่า 5.8 แสนบาท

เศรษฐกิจชุมชนรับมือภัยพิบัติ : นำเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร (ปลา ข้าว ถั่ว) มาช่วยสร้างรายได้ช่วงน้ำท่วม-ภัยแล้ง

กลุ่มกล้าไม้ ต.สร้างมิ่ง : สร้างรายได้เสริมให้กลุ่มเปราะบางจากการเพาะกล้ายูคาลิปตัส เดือนละ 4,000-5,000 บาท ภายใต้หลักการ “มือหนึ่งรับ มือหนึ่งให้” ส่งต่อวัสดุเหลือใช้เพื่อช่วยเพื่อนบ้านรายถัดไป

ช่วงหนึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงทิศทางและนโยบายการขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนว่า “วันนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การลงมือทำ’ แผนงานต่างๆ มีอยู่แล้ว แต่เราต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งระบบ ในฐานะที่ผมดูแลเรื่องทุนมนุษย์ เราเชื่อมโยงตั้งแต่กลุ่มเปราะบางไปจนถึงคนวัยทำงาน ผ่านกลไกของกระทรวง พม., กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบเบ็ดเสร็จ

เราใช้ฐานข้อมูลเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดความยากจน โดยมีกลไกความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม PPAP ที่ต่อยอดมาจาก TPMAP เมื่อเราสแกนพบผู้ที่ ‘ตกหล่น’ จากระบบ หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปช่วยทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การส่งเสริมอาชีพ (โมเดลแก้จน) และ การส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหากพบว่าข้อมูลใครยังไม่ครบถ้วน เรามี ‘วิทยาลัยชุมชน’ และ ‘มหาวิทยาลัยราชภัฏ’ ในพื้นที่เป็นแกนนำในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้สมบูรณ์

นอกจากนี้ เราได้วิเคราะห์ความยากจนผ่าน ‘ทุน 5 ด้าน’ โดยเฉพาะ ‘ทุนมนุษย์’ ซึ่งเราพบชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุจำนวนมากขาดทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ เราจึงต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงพื้นที่ (จากหน่วยงานเช่น วช. หรือ บพท.) เข้ามาช่วย ‘อัปสกิล (Up-skill)’ ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถทำงานได้เหนื่อยน้อยลง ต้นทุนลดลง แต่มีรายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น

ส่วนปัญหาเรื่อง ‘ทุนทางกายภาพ’ เช่น การขาดที่ดินทำกิน วันนี้ผมได้เห็นความประทับใจในพื้นที่ที่มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง (Shared Space) ให้ชุมชนได้เข้ามาทำมาหากินร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากและแก้ปัญหาได้จริง

“งานในวันนี้ผมขอให้เครดิตกับคนทำงานทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย จะต้องถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด นำไปแชร์และขยายผลใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่ล่าช้า และหากโมเดลไหนในพื้นที่ใดสามารถเดินหน้าได้ดีแล้ว เราก็จะส่งมอบต่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ” รองนายกฯ กล่าวทิ้งท้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img