สวนกลับแบบไม่ยั้ง! “ดร.นันทนา” จวกยับปมร้อนฮั้วเลือก สว. แฉหลักฐานสถิติเลือกเลขเป๊ะ 1 ในหลายพันล้านชัดเจน ยันกลุ่ม 300 คนเมืองทองฯ โปร่งใส ลงขันจ่ายเงินกันเอง เมินถูกขู่ฟ้องพร้อมให้ กกต. ส่งศาลฎีกาเชือดจริง
วันที่ 30 ก.ค.2569 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าจะร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบกลุ่ม สว.ประชาชน หรือ สว.ส้ม เรื่องการนัดประชุม 300 คนที่เมืองทองธานีว่าเข้าข่ายฮั้วเลือก สว. หรือไม่ โดย ดร.นันทนา ย้อนถามว่า ขอให้ย้อนกลับไปตั้งแต่วันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตนเคยให้สัมภาษณ์หลังเดินออกจากห้องเลือกตั้งที่เมืองทองธานีแล้วว่า มีปรากฏการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น มีคะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ๆ 70-80 คะแนน ในขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ได้เพียง 20-30 คะแนน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีหลักฐานทยอยออกมาเรื่อยๆ ทั้งเรื่องโพย การจ้างวาน โทรศัพท์ นัดหมาย จัดขบวนรถยนต์ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่ามีกระบวนการเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง
น.ส.นันทนา กล่าวถึงภาพตารางวิเคราะห์บัตรลงคะแนนจากกล้องวงจรปิดว่า ยิ่งชัดเจนมากขึ้น รอบเช้ามีตัวเลขผู้สมัคร 1-148 คน ให้เลือกมา 10 คน ลองให้คน 2 คนเลือกเลข 10 ตัวจาก 150 ตัวเลข เชื่อว่าไม่มีทางเลือกตรงกัน และการจะเลือกให้ตรงกัน 10 ลำดับเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ 1 ถึงบ็อกซ์ที่ 10 มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 1 ในหลายพันล้าน แต่กลับพบว่ามีผู้สมัครประมาณ 60-70 คน ที่เลือกเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างแรง และขอถามกลับไปยังนายศุภชัยว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับ สว.สีน้ำเงิน จะออกมาเดือดร้อนทำไม หรือจริงๆ แล้วมีความสัมพันธ์ผูกพันกันมาตั้งแต่ต้นตามที่มีหลักฐานปรากฏ
“ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่า การออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามจะบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” นางสาวนันทนา กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีการจัดประชุมผู้สมัคร สว.ประชาชน 300 คนที่เมืองทองธานี น.ส.นันทนา ชี้แจงว่า เรื่องนี้สื่อมวลชนรายงานข่าวทุกสื่อ และเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ ไม่มีอะไรที่หลบๆ ซ่อนๆ หรือทำลับๆ ล่อๆ เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้มาตั้งแต่ต้น จุดเริ่มต้นเกิดจากการรวมตัวผ่านเว็บไซต์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครเข้ามาแนะนำตัวและแสดงแนวคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต. ไม่ได้จัดทำระบบแนะนำตัวกลางให้ ผู้สมัครที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกันเรื่องอยากแก้รัฐธรรมนูญจึงมาเจอกันในชุมชนเสมือนแห่งนี้ และนัดหมายมาแนะนำตัวกันอย่างเปิดเผย
น.ส.นันทนา ย้ำถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมว่า “พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มาสมัคร สว. ต้องจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดที่จะต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ ซื้อแฟ้มให้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจ่ายเงินลงขันกันเอง จัดการตัวเอง พาตัวเองมาสถานที่ประชุม ซื้อเสื้อผ้าใส่เอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจ่ายเงินให้ อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะทำเรื่องชั่วๆ เหมือนตัวเอง”
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า วันดังกล่าวไม่มีการแจกอาหารหรือน้ำดื่ม ใครหิวน้ำก็ต้องวิ่งออกไปซื้อเอง ไม่มีการอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนมาด้วยจิตอาสาและยอมเสียสละเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่นายศุภชัยพยายามนำเรื่องนี้มากล่าวหา จึงเป็นวิธีคิดของคนที่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้นแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนกัน ซึ่งหากตนเองทำอะไรผิดจริงก็คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะขนาดตนเพียงแค่พูดว่า “คนขายหมูใช้เสียงข้างมาก ลากไปลงมติ 130 เสียง” ก็ยังโดนเสียงข้างมากของ สว.สีน้ำเงิน ลงมติว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาแล้ว
เมื่อถามว่าส่วนกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. มาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ช่วย สว. ว่าอาจเป็นใบเสร็จการต่างตอบแทนนั้น น.ส.นันทนา ชี้แจงว่า ในส่วนของตนไม่ได้มีการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว. เข้ามาทำหน้าที่ แต่การแต่งตั้งผู้ช่วย สว. ตามกติกาต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเพราะระบุคุณวุฒิขั้นต่ำไว้ที่ปริญญาตรี แต่สิ่งที่ต้องไปตรวจสอบคือ กลุ่มคนที่นำอดีตผู้สมัครมาเป็นผู้ช่วย แล้วพอกระทรวงโอนเงินเดือนให้ 2 เดือน กลับมีการโอนเงินคืนกลับไปให้คนบางกลุ่ม ซึ่งนั่นคือกระบวนการเส้นเงินในการตอบแทนโหวตเตอร์และเป็นการโกงเลือก สว. อีกรูปแบบหนึ่ง
“ยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหากจะถูกฟ้องร้องหรือถูกยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ เพราะตนเองไม่ได้โกงเข้ามา และพร้อมให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินการไปตามกฎหมาย ยินดีให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา เนื่องจาก กกต. มีหน้าที่เพียงหาเหตุอันควรเชื่อว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น”น.ส.นันทนา กล่าว



















