“เท้ง”เมินรัฐบาลเย้ย “บันเทิงธิปไตย”ท้าให้อยู่ฟังตลอดซักฟอก ยัน 18 รัฐมนตรีโดนแน่ไม่มีเสนอไว้เผื่อ แถมโรยเกลือยื่นหน่วยงานเกี่ยวข้องด้วย คงไม่ได้ไปนั่งไล่ให้ความคิดเห็นเป็นรายคำพูด ปม ผช.สส. ด่ากราดแบบนี้เป็นมาตรฐานพรรคหรือไม่ ติงลูกพรรคส้ม นักการเมืองต้องระมัดระวัง หลังถูกถาม สส.โพสต์เอง สื่อสารทางเดียวสร้างดราม่ากลบข่าวสาระ ยันไม่โทษใคร ขอปรับแก้ที่ตัวเอง
วันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่โรงเรียนมหรรณพาราม เขตตลิ่งชัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการที่พรรคภูมิใจไทยออกมาเย้ยเรื่องบันเทิงธิปไตย และไม่มีท่าทีเกรงกลัวต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ตนว่างดประเด็นโต้ตอบกันในช่วงเวลานี้ดีกว่า รอของจริงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และหากรัฐบาลมั่นใจจริง ก็ขอให้อยู่ฟังตลอดการอภิปรายทุกคน ไม่จำเป็นต้องรอให้อภิปรายเสร็จแล้วลุกขึ้นตอบ ตนอยากเห็นการอภิปรายในสภาที่เป็นการแลกเปลี่ยนโต้ตอบกันเลยทันท่วงที เพื่อจะได้ไม่เป็นการนั่งรอแล้วให้ใครมาเตรียมข้อมูลให้ตอบ หากรัฐมนตรีมีความพร้อม มีข้อมูลในหัวอยู่แล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็สามารถลุกขึ้นตอบได้ตลอดเวลา ซึ่งตนอยากเห็นบรรยากาศแบบนี้ในวันจริง
เมื่อถามว่ามีโอกาสได้เห็นข้อมูลพยานหลักฐานที่จะเอาผิดแบบโรยเกลือหลังอภิปรายหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมีโอกาสได้เห็นอยู่แล้ว แต่คณะทำงานที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นหัวเรือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ซึ่งตนมีโอกาสได้คุยกับนายรังสิมันต์ตลอด ต้องบอกว่าเนื้อหารายละเอียด นายรังสิมันต์ค่อนข้างรู้มากกว่าตน แม้ว่าตนจะรู้อยู่บ้างว่าใครมีประเด็นอะไร
เมื่อถามว่าจากหลักฐานที่ดู มีรัฐมนตรีที่สามารถหลุดจากตำแหน่งหลังอภิปรายได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าการจะหลุดหรือไม่หลุดจากตำแหน่ง อย่างแรกเลยคือต้องใช้เสียงในสภา ซึ่งอาจจะมีโอกาสได้น้อย แต่สิ่งที่เรายืนยันคือบรรดาทุกพรรคที่ไม่ว่าจะอยู่ในฝั่งฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็อยากให้ใช้อำนาจของตัวเองในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ในการลงคะแนนโดยดูจากฐานความผิด ในข้อมูลที่พวกเราได้นำเสนอ แต่อีกช่องทางหนึ่งคือการที่เราได้นำพยานหลักฐาน ใบเสร็จต่าง ๆ มาตีแผ่ในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากมีช่องทางอื่นที่เราสามารถไปร้องกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เราพร้อมจะนำข้อมูลไปยื่นกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
เมื่อถามว่าการไม่อภิปรายรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพราะอยากวัดใจพรรคเพื่อไทยเรื่องคดีฮั้ว สว. ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อย่างที่ตนได้บอกไป แม้กระบวนการได้มาซึ่งรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายคือ เราดูตามพยานหลักฐาน เราดูตามรายชื่อที่พรรคการเมืองลงชื่อในญัตติ ว่ามีใครเสนอชื่อใครบ้าง รายชื่อทั้ง 18 รายชื่อเป็นรายชื่อสรุปที่แต่ละพรรคการเมืองส่งมา ดังนั้นคงไม่ได้ไปพุ่งเป้าบอกว่าต้องการล็อกเป้าใครหรือไม่ล็อกเป้าใครหรือไม่ แต่สุดท้ายอยากให้พรรคการเมืองไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ลงมติในญัตตินี้ โดยดูตามเนื้อหาที่ฝ่ายค้านได้อภิปรายจริง
เมื่อถามว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลด้านการเกษตร และตอนนี้มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม ทำไมไม่อภิปราย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่ตนได้บอก เราดูตามพยานหลักฐานและรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองส่งมา ขอให้รอดูการอภิปราย การทำหน้าที่ของเราในวันจริงดีกว่า รับรองว่า 18 รายชื่อไม่ได้มีการเสนอไว้เผื่อแน่นอน ทุกคนเข้าเป้าหมดแน่นอน
ส่วนเรื่องบันเทิงธิปไตยที่ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลหยิบมาพูดสวนฝ่ายค้าน จนทำให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนออกมาถล่มนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้ตอบไปหลายครั้งแล้ว ไม่อยากให้เป็นประเด็นที่ยืดเยื้อออกไป การแสดงความเห็นของนายปิยบุตร คงไตร่ตรองมาแล้วระดับหนึ่ง การที่จะมีเสียงสะท้อนออกมา ทุกคนก็ต้องยอมรับ ในฐานะที่เราออกมาสื่อสารแบบใดก็ต้องมีมีเสียงที่ไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่าเวลาที่นายปิยบุตร จะโพสต์ยาวเป็นบทความ จะคิดมาก่อนล่วงหน้าหลายวัน ทำให้ออกมาเป็นบทความที่ปราณีต แต่คนที่ออกมาวิจารณ์ กับวิจารณ์ด้วยคำด่า แบบนี้เป็นมาตรฐานของพรรคประชาชนแล้วใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำถามนี้จริงๆตนตอบไปตั้งแต่คราวที่แล้ว ว่าแต่ละคนก็มีวิธีในการสื่อสารของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นสมาชิกพรรค จะต้องปฏิบัติตามวิธีการทำงานของพรรค ตนเชื่อว่าการทำงานของพรรคการเมือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันแบบมีเอกภาพ อะไรที่เรามีความคิดเห็นแตกต่างกัน เราพูดคุยกันภายในพรรคได้
เมื่อถามว่าการสื่อสารแบบนี้ ถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับสังคม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคงไม่ได้ไปนั่งไล่ให้ความคิดเห็นเป็นรายคำพูด ว่าคำพูดไหนเหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร ดูในภาพรวมดีกว่า สิ่งสำคัญคือประชาชนจะเป็นคนตัดสินเราเอง ดังนั้นอาจจะเร็วเกินไปหากจะบอกว่าประโยคนั้นประโยคนี้เหมาะหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะต้องมีข้อถกเถียงว่าเราจะต้องมีการปรับการสื่อสารไปตามยุคสมัย แต่สุดท้ายตนคิดว่าไม่ว่าจะเป็นนายปิยบุตรหรือใครก็ตาม รวมถึงผู้ช่วย สส. ที่อยู่ในพรรค ตนอยากให้ทุกคนกลับมาถามตัวเองว่าเราเข้ามาการเมืองเพราะอะไร หากเรายังเห็นเป้าหมายเดียวกันว่าเราอยากจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง ทำการเมืองให้ดีขึ้น วิธีการปัจจุบันอาจจะปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่หากเป้าหมายในปัจจุบันตรงกัน ก็เดินหน้าต่อไปด้วยกันเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่าเป็นเหตุผลสำคัญหรือไม่ที่ทำให้มดงานในอดีตแห่กันลาออกไป นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ตัดสินใจเดินแยกออกไป คงมีเหตุผลหลากหลาย ตนคงบอกไม่ได้ว่าในใจเขาคิดอย่างไร ที่ตัดสินใจออกไปจากพรรคประชาชน อาจมีเรื่องของตำแหน่งงานที่เขาคิดว่าหากเข้าไปอยู่ในตำแหน่งนั้น อาจจะผลักดันได้ดีกว่า บางคนอาจแยกออกไปเพราะมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัว แต่ละคนมีเหตุผลความจำเป็นที่หลากหลาย ตนคงไปตอบแทนไม่ได้จริง ๆ วันนี้มาเลือกบอร์ดประกันสังคม อย่างไรก็ขอพื้นที่ข่าวนี้ด้วย
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนอยากได้พื้นที่ข่าว แต่ทุกครั้งชอบโพสต์แบบสื่อสารทางเดียว และประเด็นที่ตัวเองโพสต์ ก็กลบประเด็นที่อยากสื่อสารด้วย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมองว่าอย่างไรก็ตามสื่อมวลชนจะต้องสื่อสารตามสิ่งที่นักการเมืองเป็นคนสื่อสาร หากนักการเมืองอยากให้ประเด็นที่ตัวเองผลักดันได้รับพื้นที่สื่อเยอะๆ เราก็ต้องเลือกประเด็นสื่อสารให้ดี ทุกคำพูดที่ออกไป แม้จะเป็นคำพูดเล็กๆน้อยๆ แต่หากพูดออกไปแล้วสามารถนำไปขยายต่อได้ เราก็ต้องระมัดระวังตัวเองในการสื่อสาร ฉะนั้นเรื่องที่ออกมาทั้งหมดตนคงไม่ได้โทษกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ ก็อยู่ที่ตัวนักการเมือง ตน และพวกเราเองด้วย



















