รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ชี้ รมว.มหาดไทยทั้งในรัฐบาลเพื่อไทยและภูมิใจไทย ใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ชาติ ชี้เป็นวงจรอุบาทว์ทำระบบราชการสั่นคลอน เตือนเลือกผู้นำผิด ประชาชนคือผู้รับกรรมในอนาคต
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึง ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายรัฐบาล ว่าการใช้อำนาจของ รมว.มหาดไทย ทั้งในรัฐบาลเพื่อไทยในอดีต รวมถึงรัฐบาลปัจจุบันของพรรคภูมิใจไทย ล้วนเป็น “การเมืองนำราชการ” มากกว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ
นายชวลิต ยกตัวอย่างกรณีในรัฐบาลเพื่อไทยที่เคยย้ายอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเหลืออายุราชการเพียง 2 เดือน ไปเป็นผู้ตรวจราชการโดยไม่มีความผิด และแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยเข้ามา รมว.มหาดไทยคนใหม่ก็ “เอาคืน” โดยย้ายอธิบดีคนเดิมกลับไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นมาแทน ทั้งที่ผู้ถูกย้ายยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติงานอย่างเต็มที่
นายชวลิต กล่าวว่า มีกรณีย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหลายราย ทั้งที่เพิ่งดำรงตำแหน่งเพียง 14 วัน ยังไม่ทันได้ลงพื้นที่ครบทุกอำเภอ บางรายย้ายกลับไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงโดยไร้ความผิด สะท้อนการแต่งตั้งที่ “ไร้กฎเกณฑ์และโหดร้ายที่สุด” ทำเพียงเพราะผลประโยชน์ทางการเมือง และการตอบโต้กันระหว่างพรรคการเมือง โดยผู้ได้รับผลกระทบตัวจริงกลับเป็นกระทรวงมหาดไทยและประชาชน
กรณีที่ถูกจับตาอย่างมากคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาที่ถูกย้ายตำแหน่งถึง 3 จังหวัดภายในหนึ่งปี (พัทลุง–กระบี่–สงขลา) จนต้องมารับผิดชอบวิกฤตอุทกภัยหาดใหญ่ ทั้งที่ข้อมูลพื้นที่ยังไม่ครบถ้วน ทำให้สังคมมหาดไทยวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผลพวงของการเมืองที่แทรกแซงระบบราชการอย่างหนัก
นายชวลิต ยังกล่าวเตือนฝ่ายการเมืองให้ระมัดระวังการนำรายชื่อทูลเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะตำแหน่งผู้ว่าเป็น “พ่อเมือง” ที่ทำหน้าที่ดูแลราชการต่างพระเนตรพระกรรณ และควรยึดมั่นในกฎระเบียบธรรมเนียมประเพณี เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของข้าราชการ ไม่ใช่ปฏิบัติต่อพวกเขาเสมือนเป็นเพียงตุ๊กตาที่จะย้ายไปไหนก็ได้ตามแรงการเมือง
นอกจากนี้ นายชวลิต กลา่วว่า การแต่งตั้งข้าราชการล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา รวม 20 ตำแหน่ง ที่ได้รับแต่งตั้งควรยึดประโยชน์ราชการเป็นหลัก เพราะสังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ยังว่างอยู่ ซึ่งนักวิชาการด้านน้ำเป็นห่วงว่าฝ่ายการเมืองอาจแต่งตั้งผู้ไร้ความเชี่ยวชาญ แม้ สทนช.จะมีภาระงานสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำและงบประมาณนับแสนล้านบาทต่อปี จึงขอให้รัฐบาลใช้ความรอบคอบและคำนึงถึงความรู้ความสามารถเป็นหลัก
นายชวลิต ระบุว่า การบริหารประเทศอยู่ที่เสียงประชาชน พร้อมฝากให้คนไทยใช้บทเรียนจากวิกฤตต่าง ๆ ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง จนถึงมหาอุทกภัยหาดใหญ่ เป็นเครื่องวัดภาวะผู้นำว่าเหมาะสมหรือไม่ หากประชาชนเลือกผู้นำที่ยึดแต่ประโยชน์ส่วนตน เวลาสี่ปีข้างหน้าจะยิ่งสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนมากกว่าเดิม
ประเทศจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของ “ทุนเทา–ซื้อเสียง–แบ่งเก้าอี้–ถอนทุน” ได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนลุกขึ้นเลือกการเมืองสุจริต ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ และทีมงาน รวมถึง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ได้ยึดมั่นและผลักดันแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง หวังเป็นทางออกที่นำประเทศและประชาชนพ้นจากวิกฤตทั้งปวง




















