ลุ้น!!“วุฒิสภา”ผ่าน“พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ชี้ชะตาล้างผิด“ม.112”บ่วงกรรมเยาวชน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ไม่รู้เป็น “แผนเบี่ยงเบนความสนใจ” หรือไม่ เมื่อสังคมกำลังใจจดใจจ่อใน “คดีฮั้ว สว.” เพราะอยากรู้ว่า ในที่สุด…จะไปจบตรงไหน

หลังฝ่ายตรงข้ามของ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ต้องการทลายเครือข่าย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่ง “คุมอำนาจ” ทั้ง “ฝ่ายบริหาร” และ “ฝ่ายนิติบัญญัติ”-“สภาล่าง-สภาบน” รวมทั้งการ “สรรหาองค์กรอิสระ” ที่มีบทบาทสำคัญ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ดังนั้นถ้าปล่อยพรรคแกนนำรัฐบาล คุมอำนาจเบ็ดเสร็จต่อไปเรื่อย ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อ “การแย่งชิงอำนาจรัฐในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ “สว.” ออกมาเปิดเรื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะเรื่องดังกล่าว…ติดค้างมาหลายรัฐบาลแล้ว ไม่สามารถผลักดันออกมาให้มีผลบังคับใช้ได้ แม้กระทั่งในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ยังไม่สามารถผลักดันได้ นั่นคือ “กฎหมายนิรโทษกรรม” ให้กับผู้มีคดีความทางการเมืองติดตัวอยู่ ภายใต้ชื่อ “พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข”

โดยเหตุผลที่ฝ่ายบริหารในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถผลักดันได้ เพราะมีข้อถกเถียงในบางประเด็น โดยเฉพาะ “ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112” ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนกระทำผิดในข้อหา “ล่วงละเมิดสถาบัน” จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลนี้ ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในสมัยแรก ที่สามารถผลักดันผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไปได้  โดยมี “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำ นปช. ทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค.68 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งมีการพิจารณาและลงมติรายมาตรา โดยมีข้อถกเถียงสำคัญคือ ประเด็นการนิรโทษกรรมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของเยาวชน โดย มาตรา 3 สส.ของพรรคประชาชน (ปชน.) สงวนคำแปรญัตติไว้ โดยมีผู้เห็นชอบตามที่คณะกมธ.แก้ไข 184 เสียง ไม่เห็นชอบ (ให้มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ของเยาวชน) 133 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง

เมื่อการแปรญัตติในมาตราที่เป็นหลักการสำคัญอย่างมาตรา 3 ของพรรค ปชน. ตกไป ทำให้ญัตติอื่น ๆ ที่สส.พรรค ปชน. สงวนเกี่ยวเนื่องกับมาตรา 3 ไว้…ไม่ได้ไปต่อไปโดยปริยาย

จากนั้นที่ประชุมลงคะแนนเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีท้าย  271 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง

และพิจารณาต่อในวาระ 3 จากนั้น ที่ประชุมผ่านร่างสร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยเสียงเห็นชอบ 280 เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 2 เสียงและไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง ส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาร่างกฎหมาย โดยต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วันตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 136 หากไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด จะถือว่า วุฒิสภาได้เห็นชอบร่างกฎหมายนั้นแล้ว ซึ่ง ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นผลให้คดีที่มีฐานความผิดที่ไม่อยู่ในบัญชีท้ายของกฎหมายไม่ได้รับการนิรโทษกรรม โดยมีจำเลยคดีการเมือง เช่น คดีมาตรา 112 จำนวน 284 คน ไม่ได้รับผลนิรโทษกรรมนี้ไปด้วย

ที่น่าสนใจก่อนจะมีการพิจารณาวาระที่ 2 “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.พรรค ภท. กล่าวอภิปรายว่า “การนิรโทษกรรมหรือมาตรการพิเศษสำหรับจำเลยคดีมาตรา 112 ที่เป็นเยาวชนกำหนดไว้แล้วในมาตรา 9/1 “ณัฐวุฒิ” เสนอความเห็นชัดเจนว่า หากจะมีการนิรโทษกรรม สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ควรครอบคลุมทุกกรณี “มาตรา 112 ผมก็เคยเสนอว่า ให้นิรโทษกรรมโดยมีเงื่อนไข” ความเห็นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงยืนยันเช่นนั้นเสมอ หากเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์จริงพบว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่ในสภาเห็นตรงกันว่า ควรกำหนดข้อยกเว้นคดีตามมาตรา 112”

อย่างไรก็ตาม หากร่างกฎหมายผ่านสภาฯ ไปแล้วโดยรวมมาตรา 112 ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่วุฒิสภาจะตีกลับ ตามกระบวนการ หากวุฒิสภาตีกลับ สภาฯ จะมีเวลา 6 เดือนในการลงมติ ยืนยันกลับไปใหม่ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สภามีอายุเหลือไม่ถึง 6 เดือนนับจากนี้ ซึ่งอาจจะเป็นผลให้ร่างกฎหมายตก (เฉพาะกรณีที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรแล้วและยุบสภา)  

จากนั้น “ณัฐวุฒิ” กล่าวภายหลังร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขผ่านความเห็นชอบวาระที่ 3 ว่า “เนื้อหาสาระในร่างกฎหมายนี้ แม้กระทั่งถ้อยคำ หรือท่าทีระหว่างกระบวนการพิจารณาตลอดวัน อาจจะมีสิ่งที่ตรงกับใจท่านบ้าง ขัดใจท่านบ้าง หรืออาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง หากมีสิ่งนั้นเกิดจากผม หรือเกิดจากคณะกรรมาธิการท่านใด ผมขออภัยและขอน้อมรับความขุ่นเคืองในใจจากทุกท่านไว้ ณ ที่นี้  หากสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งเนื้อหาสาระ และกระบวนการพิจารณาทั้งหมด จะเกิดเป็นประโยชน์ ก็ขอมอบประโยชน์นี้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับบุคคลผู้ต้องคดีความทางการเมือง แล้วก็ให้กับสังคมไทย ที่จะเดินหน้าสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุขต่อไป หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้ไม่กี่วันนี้ ที่ประชุมวุฒิสภาจะได้กรุณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่การประกาศบังคับใช้ต่อไป”

จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “สมบูรณ์ หนูนวล” ประธานคณะกมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ในฐานะ รองประธานคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …วุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ออกมาเปิดเผยกับสื่อบางสำนักว่า “คณะกมธ.ฯ ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เสร็จสิ้นจบหมดแล้ว โดยมีการประชุมตรวจร่างฯ นัดสุดท้ายไปเมื่อ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสาน เพื่อส่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปให้ประธานวุฒิสภา เบื้องต้นได้รับการประสานว่า จะนำร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาในวาระสองและวาระสาม ในวันอังคารที่ 30 มิ.ย.ที่จะถึงนี้”

“สว.สมบูรณ์” กล่าวด้วยว่า “คณะกมธ.ฯ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาระสำคัญอะไรมากนักจากร่างเดิมที่สภาฯ เห็นชอบและส่งมาให้สว. มีแค่ปรับแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำในบางมาตรา ให้มีความเหมาะสมมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงการปรับแก้ไขรายละเอียดบางส่วน ในรายชื่อพ.ร.บ.ตามบัญชีท้ายร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่เนื้อหาหลัก ๆ ที่เป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ กมธ. ไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ชื่อร่างคือ ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็ใช้ชื่อเดิม เรื่องโครงสร้างที่มาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็ยังเอาตามร่างเดิมที่สภาฯ ส่งมา รวมถึงเรื่องการยกเว้นไม่ให้มีการนิรโทษกรรมกับผู้กระทำความผิดบางคดี ที่่มีการเขียนไว้ตามร่างที่ส่งมาจากสภาฯ เช่น จะไม่ครอบคลุม คดีทุจริตคอร์รัปชัน หรือการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ยังคงไว้ตามร่างที่ผ่านสภาฯ เพราะเรื่อง 112 มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว กมธ.จะไปทำผิดรัฐธรรมนูญไม่ได้”

“มั่นใจว่า ที่ประชุมวุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้แน่นอน เพราะมีแค่ไม่กี่มาตรา พิจารณาลงมติวันเดียวก็จบผ่านได้ โดยก็มีสว.บางคนที่เขาขอแปรญัตติเข้ามา และมาประชุมร่วมกับกมธ.ฯ โดยมีการอภิปรายชี้แจงกันไปแล้ว แต่บางคนก็ยังขอสงวนความเห็นไว้ ซึ่งเมื่อร่างผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ก็จะส่งไปยังสภาฯ เลย ที่คาดว่า ทางสภาฯ จะพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ทัน ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมในวันที่ 11 ก.ค. หากทางสภาฯ ไม่ติดใจอะไรกับร่างที่ผ่านจากวุฒิสภา ก็คงไม่มีการตั้งคณะกมธ.ร่วมสองสภาฯ ก็ทำให้คงเสร็จหมดก่อนปิดสภาฯ” นายสมบูรณ์ กล่าวและว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ใช่การล้างไพ่อะไร เพราะบางคนที่ถูกดำเนินคดีแล้วจะได้รับการนิรโทษกรรม ก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งเขาก็ยังกลับมาดูแลประเทศชาติได้ สิ่งที่สำคัญคือ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งได้” สว.สมบูรณ์ กล่าวย้ำ

สำหรับร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ หรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ดังกล่าว เป็นร่างพ.ร.บ.ที่ผ่านสภาฯ ชุดที่แล้ว ก่อนการยุบสภาฯ เมื่อ 12 ธ.ค.68 และต่อมา ครม.มีมติยืนยันให้รัฐสภานำร่างดังกล่าว กลับมาพิจารณาต่อร่วมกับร่างกฎหมายอื่น ๆ ที่ค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว ทำให้คณะกมธ.ฯของวุฒิสภา จึงกลับมาพิจารณาต่อ โดยร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญหลัก ๆ เช่น…

มาตรา 3 ที่เขียนไว้ว่า มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือที่เป็นการกระทำ ที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใด ที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ เป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มี คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมาย เป็นประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่ เช่น วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตามพ.ร.บ.นี้-รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ขณะที่ใน มาตรา 7 เขียนไว้ว่า บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค.2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ตามที่ระบุในบัญชีท้ายพ.ร.บ.รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญา และทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อีกมาตราที่สำคัญคือ มาตรา 8 ที่เขียนไว้ว่า เมื่อพ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ในกรณีที่ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 ยังมิได้ถูกฟ้องคดีต่อศาล หรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ระงับ หรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี แล้วแต่กรณี หากผู้นั้นถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้ว และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ให้ศาลนั้นยุติการพิจารณา และจำหน่ายคดีออกจากสารบบคดีความคดีใด ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษ ผู้นั้นก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่า ได้กระทำความผิดนั้น และถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป กรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผลและจะนำประวัติอาชญากรรมนั้นไปใช้ ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้ และให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจจัดทำ หรือจัดเก็บประวัติอาชญากรรม ลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น

ส่วนมาตราสำคัญ ที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ก็คือ มาตรา 11 ที่เขียนว่า บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพ.ร.บ.นี้ ถ้าผู้กระทำความผิด ซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอ ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดี หรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เห็นเป็นการสมควร เพื่อสร้างสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แล้วส่งแผนพร้อมความเห็น ไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล ที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดย ไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด  

โดยมีรายงานว่า มาตราดังกล่าว มีสว.ที่เป็นกมธ. 3 คนคือ “พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย-พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์-อัฉราพรรณ หอมรส” ขอสงวนความเห็น โดยขอให้เพิ่มความเป็น “ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับ กับการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112”

นอกจากนี้ “รัชนีกร ทองทิพย์” สว.ที่ไม่ได้เป็นกมธ.ฯ ได้ยื่นขอแปรญัตติแก้ไขความในมาตรา 11 ดังนี้ “มาตรา 11 บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 7 ตามพ.ร.บ.นี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิด ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดี หรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ ให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดี โดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกอบการพิจารณา สั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด”

อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ในคณะกมธ.ฯ ไม่เห็นด้วยกับการขอเสนอแก้ไขจากสว.ทั้ง 4 คน ทำให้ 3 สว. “พล.ต.ท.บุญจันทร์-พิสิษฐ์-อัจฉรพรรณ” ใช้สิทธิ กมธ.ขอสงวนความเห็น เพื่อไปอภิปรายในวาระสอง ในการพิจารณารายมาตราเช่นเดียวกับ “สว.รัชนีกร” ที่ยื่นขอแปรญัตติ ก็ขอสงวนความเห็นเพื่อไปอภิปรายในวาระสองต่อไป

งานนี้คงต้องวัดใจที่ประชุมวุฒิสภา จะมีข้อสรุปอย่างไรเกี่ยวกับปลดล็อกเยาวชน ผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งถือเป็นจุดตัดสำคัญในทางการเมือง

ก่อนหน้ามีข้อถกเถียง…ตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร บางพรรคเสนอความเห็น ให้ล้างผิดกับเยาวชน ที่กระทำความผิดในกฎหมายสำคัญ แต่หลายพรรคไม่เห็นด้วย เพราะถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรง และมีความอ่อนไหว ที่สำคัญคือ มีใครปลุกปั่นเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ ให้ออกมาเคลื่อนไหว ในประเด็นกระทบความรู้สึก ของประชาชนจำนวนไม่ใช่น้อย

แต่งานนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนหรือคนธรรมดาทั่วไป หากกระทำผิดกฎหมาย มาตราที่มีความละเอียดอ่อน ยากที่จะมีใครกล้าออกหน้ามายื่นมือช่วยเหลือ แต่ที่สำคัญการผลักดัน “กฎหมายล้างผิด” ให้คดีทางการเมืองครั้งนี้ คงได้รับกระแสชื่นชมจากหลายคนไม่ใช้น้อย ในช่วงที่ “วุฒิสภา” กำลังถูกวิจารณ์เรื่อง “คดีฮั้ว สว.” เพราะถือเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เป็นการสลายความขัดแย้ง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่ามา

…………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย “แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img