หน้าแรกCOLUMNISTSวิเคราะห์เหตุการณ์เผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด ปีกทหาร“BRN”ทำลายเครดิต“รัฐบาล”

วิเคราะห์เหตุการณ์เผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด ปีกทหาร“BRN”ทำลายเครดิต“รัฐบาล”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กลางดึกของวันที่ 11 ม.ค.2569 กลุ่มคนร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ครั้งแรกของปี 69 โดยคนร้ายได้กระจายกำลังโจมตีปั๊มน้ำมัน ปตท. พร้อมกัน 11 จุด เป็นพื้นที่นราธิวาส 5 แห่ง, ยะลา 4 แห่ง และปัตตานี 2 แห่ง

เหตุการณ์โจมตีปั๊มน้ำมันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ฝ่ายความมั่นคงวิเคราะห์ว่า เหตุที่คนร้ายเลือกโจมตีปั๊มน้ำมันแบรนด์ใหญ่ เนื่องจากเป็น “Soft Target” หรือเป้าหมายที่ป้องกันได้ยาก แต่ส่งผลกระทบสูง ปั๊มน้ำมันเหล่านี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของการเดินทางและชุมชนเศรษฐกิจในพื้นที่

นอกจากนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบ ยังเกิดขึ้นตรงกับวันเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบต. นักวิชาการมองว่าเป็นความตั้งใจในการส่งสัญญาณถึงรัฐไทยและชุมชนว่ากลุ่ม BRN ยังมีศักยภาพในการปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังเป็นการตอบโต้กิจกรรมวันเด็กที่ภาครัฐดึงเยาวชนไปร่วมงาน

แต่การที่คนร้ายสามารถก่อเหตุพร้อมกันได้ถึง 11 จุด สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ลดลงของหน่วยงานความมั่นคงในการควบคุมพื้นที่ แม้จะมีงบประมาณจำนวนมากลงไปในพื้นที่ แต่การเกิดเหตุลักษณะนี้ทำให้เครดิตของรัฐบาลได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในห้วงเวลาก่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่กำลังจะมาถึง

แม้ว่าหลังเกิดเหตุ จะมีการประกาศเคอร์ฟิวในนราธิวาส และต่อมาได้ยกเลิกในคืนเดียว กลับสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน เพราะกระทบต่อเกษตรกรสวนยางที่ต้องทำงานช่วงเช้ามืด และขัดขวางการประกอบศาสนกิจ เป็นต้น

หากย้อนไปยังการพูดคุยสันติสุข ในช่วงวันที่ 8-10 ธ.ค.2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย หลังจากหยุดชะงักไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 ได้มีการแต่งตั้งคณะพูดคุยชุดล่าสุดของไทย นำโดย พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา กับตัวแทนปีกการเมืองของกลุ่ม BRN

ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงกันในหลักการที่จะจัดทำกรอบการเจรจาขึ้นใหม่ ที่เรียกว่า Peace Dialogue Process Implementation Framework หรือ PDPIF ซึ่งพัฒนามาจากกกรอบแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ Joint Comprehensive Plan towards Peace หรือ JCPP

โดย JCPP ที่ตกลงกัน มีการพูดคุยครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 แต่ถูกหน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของไทย คัดค้านว่าอาจนำไปสู่การยอมรับเขตปกครองตนเอง (Autonomous Area) จึงมีการปรับปรุงและแก้ไข JCPP ในประเด็นคณะทำงานด้านต่าง ๆ คือ

  1. การยุติความรุนแรง
  2. การปรึกษาหารือสาธารณะ (Public Consultation)
  3. การหาทางออกทางการเมือง (Political Solution)

อย่างไรก็ตาม การพูดคุยสันติสุขในช่วงปลายปี 2568 มีข้อสังเกต คือ ทางหัวหน้าฝ่ายพูดคุยฝ่ายไทย แถลงว่า Party B หรือคู่พูดคุย คือ ฝ่าย BRN ปีกการเมือง ได้ยืนยันว่าการพูดคุยนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายไปสู่การแบ่งแยกดินแดน แต่ในขณะที่ฟากปีกทหาร ยังรณรงค์ต่อสู้ เพื่อนำไปสู่การเป็นเอกราช

ส่วน Joint Statement ที่ฝ่ายมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกเผยแพร่ มีหลาย ๆ ประเด็น ที่ในวันต่อมา ทั้งฝ่ายไทยและคู่เจรจา ได้แสดงทัศนะที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ คำว่า “End State”

โดยฝ่ายไทยเห็นว่าเมื่อ บรรลุ “End State” แล้วจะทำให้ภาพสันติสุขชัดเจน และจะเป็นตัวกำหนดว่า BRN จะต้องปลดอาวุธ

แต่ในขณะที่คู่เจรจา แถลงว่า “End State” คือ การมีการแบ่งปันอำนาจ (power sharing) ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากร โดยต้องการให้รัฐบาลไทย หาทางกำหนดกฎหมายเพื่อให้เกิดการปกครองตนเอง และจัดการศึกษาเฉพาะสำหรับชาวปาตานี (Patani community)

มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คำว่า “ปาตานี” (Patani) ตามประวัติศาสตร์แล้ว คือ รัฐสุลต่าน (Patani Sultanate) ที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน และรวมรัฐกลันตันและอีกสองรัฐของมาเลเซีย ส่วนคำว่า ปาตานี ต่างจากคำว่า “ปัตตานี” (Pattani) ที่เป็นชื่อจังหวัดของไทย

โดยหลังจากนี้ คงต้องจับตาดูว่า ทางคณะพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทย จะเร่งหารือกับคู่พูดคุย คือ กลุ่ม BRN เพื่อยุติข้อขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นมานานกว่า 2 ทศวรรษ ให้จบลง และเกิดสันติภาพขึ้นอย่างถาวร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เสียที

………………..

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img