หน้าแรกHighlightเงินบาท‘ทรงตัว’ที่31.24บาทต่อดอลลาร์ จับตาประธานเฟดถูกสอบสวนทางอาญา

เงินบาท‘ทรงตัว’ที่31.24บาทต่อดอลลาร์ จับตาประธานเฟดถูกสอบสวนทางอาญา

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว” จับตาประธานเฟด ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ยื่นสอบสวนทางอาญา-ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ -รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.18-31.28 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้น จนเกือบทะลุโซนแนวรับระยะสั้น ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งได้อานิสงส์จากทั้งความกังวลประเด็นการเข้าแทรก แซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ (Fed Independence) หลังประธานเฟด Jerome Powell ได้ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ยื่นสอบสวนทางอาญา

รวมถึงประเด็นความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยทำกำไรทองคำ กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์แข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนให้บรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semicon ductor ทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอติดตามประเด็นการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.26%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.21% ตามการปรับตัวขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ได้หนุนให้ บรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ปรับตัวขึ้นต่อได้ เช่นเดียวกันกับ บรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ที่ต่างปรับตัวขึ้น รับอานิสงส์ของราคาแร่โลหะต่างๆ ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงนี้ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มยานยนต์จากความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว

ในส่วนตลาดบอนด์นั้นพบว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.20% บ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกชะลอลงตามแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดช่วงนี้ ที่ต่างรอจังหวะบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในการทยอยเข้าซื้อ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคงคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้

อีกทั้งในช่วงนี้ตลาดก็กลับมาเผชิญประเด็นการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง (ทำให้ตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด) ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง

ทางด้านตลาดค่าเงินนั้นพบว่า เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up หลังในช่วงก่อนหน้าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลง จากความกังวลต่อประเด็นความเป็นอิสระของเฟด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดก็ปรับสถานะถือครองบ้าง ก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-98.9 จุด)

ส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์จากทั้งประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกชะลอลงตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทว่าโดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways ไปก่อนได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เงินดอลลาร์ก็อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางเช่นกัน เพราะแม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาสดใสและดีกว่าคาด แต่เงินดอลลาร์ก็เสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากทั้ง ความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ และความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล ซึ่งต้องรอลุ้น คำตัดสินของศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ที่อาจรู้ผลเร็วสุดในวันพุธที่ 14 มกราคม นี้

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทพอสมควร ดังจะเห็นได้จากทั้ง Correlation ระหว่างเงินบาทกับทองคำที่อยู่ในระดับสูงเกิน 80% ขณะที่ ความอ่อนไหวของเงินบาทต่อการปรับเปลี่ยนของราคาทองคำ (Beta/Sensitivity) ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ จังหวะการปรับตัวขึ้น/ลง ของราคาทองคำก็มีผลกระทบต่อเงินบาท โดยในช่วงนี้ แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจย่อตัวลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไร ทว่าประเด็นต่างๆ ที่อาจกดดันเงินดอลลาร์ ที่กล่าวมาในข้างต้น ก็ล้วนสามารถหนุนราคาทองคำให้รีบาวด์สูงขึ้นได้ หรืออาจสามารถผลักดันให้ ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงตั้งแต่ 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากสถิติข้อมูลย้อนหลัง สะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) อาจมีกรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ราว +0.12/-0.30% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที

ทั้งนี้ย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก

2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

ส่วนความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img