ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 สูตรจัดตั้งรัฐบาลก็เริ่มปรากฎออกมาใหเห็น ซึ่งไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายจากหลายฝ่าย เพราะหนทางที่ “พรรคประชาชน (ปชน. )” จะได้เป็นแกนนำรัฐบาล เรียกแทบปิดประตูตาย เว้นแต่ได้สส. ถึงระดับ 200 ที่นั่ง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น กระแสสังคมจะกดดันให้พรรคการเมืองอื่น ต้องร่วมกับพรรคสีส้ม แม้ว่าก่อนหน้านี้แกนนำพรรคปชน. ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน เลือกพรรคตัวเองเกินครึ่ง (250 เสียง) แต่มาถึงวันนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้
มิหนำซ้ำน่าจะลดลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากที่เคยได้มากที่สุดคือ 151 ที่นั่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ซึ่งครั้งนั้นพรรคส้มใช้ชื่อ “ก้าวไกล (ก.ก.)” มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” รับหน้าที่เป็นแม่ทัพ แม้จะได้รับเสียงจากสส.พรรคการเมืองอื่น ๆ แต่ติดเงื่อนไขไม่ได้รับความเห็นชอบ จากที่เสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อันเนื่องจากมีนโยบาย แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีไว้เพื่อปกป้องสถาบัน นอกจากนี้จากประเด็นดังกล่าว ยังนำมาสู่การยุบพรรคก.ก. จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยตอนหนึ่งระบุว่า พรรคก.ก.มีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน จนกลายเป็นบาดแผลมาจนถึงทุกวันนี้
มาถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น พรรคส้มภายใต้ชื่อ “ปชน.” ที่มี “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค หลายคนเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งจะไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 66 เพราะภาพลักษณ์และความมีเสน่ห์ ยังไม่เทียบเท่า “ทิม” พิธา อีกทั้งหลายพื้นที่ที่พรรคสีส้มเคยกวาดสส.ไว้ ทางบ้านใหญ่ก็หันมาจับมือกัน เพื่อสู้กับพรรคปชน. ไม่ให้เกิดเสียงแตกเหมือนในอดีต อย่างจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก
นอกจากนี้การกล่าวหาว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นการเมืองสีเทา เลยกลายเป็นเล่นการเมืองแบบเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น ถูกโดดเดี่ยวแบบไม่มีใครคบ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายถูก “พรรคเพื่อไทย (พท.)” โจมตีในทุกเวทีหาเสียง เนื่องส่วนหนึ่งมีฐานคะแนนทับซ้อนกัน ยิ่งพรรคส้มโตพรรคแดงยิ่งเหี่ยว จึงไม่ใช้เรื่องแปลก ถ้าพรรคแดงต้องเตะตัดขาพรรคส้ม

ขณะที่ “ณัฐพงษ์” กล่าวถึงเป้าหมายของพรรคปชน.ว่า เราได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนทุกคนมากเพียงพอ เช่น ถ้าเราได้เกินครึ่งหนึ่งของสภาก็ไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หากได้ไม่ถึง อย่างน้อยต้องทิ้งห่างพรรคอันดับสอง สัก 30-40 ที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เขารวมขั้วจัดตั้งแข่ง กับพรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น โจทย์ในตอนนี้ เรามองไปไกลกว่า จะตั้งได้หรือไม่ได้ แต่เราชวนประชาชนทุกคน ให้มองว่าทางออกของประเทศคืออะไร เรามองว่า เป็นการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ที่เสียงประชาชนมีความเข้มแข็งมากพอ ถ้าประชาชนเชื่อแบบเดียวกับเรา กาให้พรรคปชน.ถล่มทลาย อย่างไรปิดประตูทุกช่องแน่นอน ตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน
ก่อนหน้านั้น “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี ) ในฐานะเลขาธิการพรรคภท. กล่าวว่า ตั้งเป้าสส. เขตไว้ที่ 150 คน และสส.ระบบบัญชีรายชื่อ 15 คนขึ้นไป ซึ่งหมายความว่า พรรคสีน้ำเงินตั้งเป้าไว้ 170 สส. ถ้าหากพรรคปชน. ต้องการให้เสียงห่างจากพรรคอันดับสอง 30-40 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า ต้องได้ 200-210 ที่นั่ง คำถามคือจะเป็นไปได้หรือ ส่วนพรรคพท. ภายใต้การนำของ “อาจารย์เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีแดง ก็คาดหวังว่า พรรคจะได้สส.ประมาณ 150-200 คน แต่หลายคนเชื่อว่า เป็นราคาที่ปั่นขึ้นมากกว่า
เพราะหลังจากล้มเหลวจากการเป็นแกนนำรัฐบาล ทั้งภายใต้การบริหารงานของ “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” นโยบายเรือธงที่ประกาศไว้อย่างแจกเงินหมื่น ก็ผลักดันไม่ครบสูตร อีกทั้งยังมีปัญหาคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง “น.ส.แพทองธาร” กับ “สมเด็จฮุนเซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งเป็นปฐมบทของความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ และกลายเป็นบาดแผลใหญ่ของพรรคพท.
แต่ถึงแม้พรรคพท.และภท. จะมีปัญหาขัดแย้งกัน ในช่วงเป็นรัฐบาลร่วมกัน แต่ภายหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่าพรรคสีแดงต้องการจับมือกับพรรคสีน้ำเงินมากกว่า ก่อนหน้านั้น “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคพท. ให้ความเห็นว่า การได้เสียงมากที่สุด ไม่ได้หมายความจะได้เป็นแกนนำรัฐบาล ต้องเป็นพรรคที่รวบรวมเสียงข้างมาก ซึ่งการที่ทั้งพท. และภท. อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีความของผู้มากบารมีในตระกูลชินวัตร รวมทั้งจุดยืนของพรรคสีส้ม ยังมีเรื่องที่อ่อนไหว และไม่มีพรรคไหนเห็นด้วย ทั้งการแก้ไขรธน. ที่ไม่ต้องล็อกหมวดหนึ่งและหมวดสอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบัน นอกจากพรรคยังสนับสนุนให้นิรโทษกรรมผู้ต้องในคดีมาตรา 112 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน
ดังนั้น การหาพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลด้วยของพรรคส้ม หากได้สส.ไม่แตะ 200 เสียงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ แกนนำพรรคปชน. ประกาศว่าจะไม่ยกมือให้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภท. เป็นนายกฯ อีกแน่ ถ้าหาพรรคปชน.ได้เสียงมาเป็นลำดับหนึ่ง พร้อมให้ภท.เป็นพรรคร่วมรัฐบาล นั่นหมายความว่า เหมือนเป็นพวกคิดเอาแต่ได้ ไม่ยอมเสียให้เพื่อน รวมทั้งประกาศไม่จบมือกับ “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” ยิ่งจะทำให้พรรคส้มตั้งรัฐบาลยากขึ้นไปอีก เพราะตั้งเงื่อนไขไว้กับตัวเองมากเกินไป
ส่วนความเห็นของนักวิชาการ ที่ให้ความเห็นเรื่องการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง “ยุทธพร อิสระชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ฉายภาพหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะสูตรจัดตั้งรัฐบาล มี 3 สูตรที่เป็นไปได้ สูตร 1. พรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทย+พรรคกล้าธรรม+พรรคเล็ก และแยกเป็น 1.1 ตำแหน่งนายกฯ เป็นของภูมิใจไทย ส่วน 1.2 ตำแหน่งนายกฯ อยู่กับพรรคเพื่อไทย ส่วนสูตร 2 พรรคภูมิใจไทย+พรรคประชาชน+พรรคประชาธิปัตย์+พรรคเล็ก ตำแหน่งนายกฯ เป็นของภูมิใจไทย ส่วนสูตร 3 พรรคประชาชน+พรรคเพื่อไทย+พรรคประชาธิปัตย์+พรรคเล็ก โดยนักวิชาการคนดังให้น้ำหนักในสูตรที่ 1 มากกว่า ส่วนสูตรฝ่ายค้าน สูตรที่ 1 พรรคประชาชน+พรรคประชาธิปัตย์ สูตรที่ 2 พรรคเพื่อไทย+พรรคกล้าธรรม สูตร 3 พรรคภูมิใจไทย+พรรคกล้าธรรม

ส่วนจำนวนสส. อันดับ 1 พรรคภูมิใจไทย น่าจะได้ 140-150 ที่นั่ง เพราะได้เปรียบที่อยู่ในอำนาจรัฐ มีฐานเสียงบ้านใหญ่มาร่วม อันดับ 2 ให้พรรคประชาชน 120-130 ลดลงจากครั้งที่แล้ว ในส่วนขอสส.แบ่งเขต โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต ซึ่งโดนล็อกจากบ้านใหญ่ ส่วนบัญชีรายชื่อคิดว่าจะได้เท่า ๆ เดิม อันดับ 3 เพื่อไทย 100-120 ที่นั่ง คิดว่าไม่มีโอกาสต่ำร้อยได้ง่าย ๆ เพราะแม้จะมีเลือดไหล แต่พอดูแล้ว ไหลออกแค่ 8% กว่า ๆ เท่านั้น
ขณะเดียวกันมีตระกูลการเมืองไหลเข้ามาเยอะเช่นเดียวกัน และระยะหลังกระแส “ยศชนัน” ก็ตีตื้นขึ้นมาได้ ส่วน “กล้าธรรม” แม้ว่าไม่ค่อยเห็นดีเบต หรือโซเชียล แต่ใช้วิธีการล็อกเป้าหัวคะแนนและเจาะระดับพื้นที่ มีโอกาสได้ 40-50 ที่นั่งจากบ้านใหญ่ และเครือข่ายทางการเมือง ขณะที่ “ประชาธิปัตย์” 20-25 ที่นั่ง เพราะแม้จะมาแรง แต่มีการเปลี่ยนผู้สมัครหน้าใหม่เยอะ และอดีตสส.เกือบทั้งพรรคย้ายไปอยู่กับกล้าธรรม ดังนั้นอาจจะไม่ได้เยอะเหมือนที่หวัง อย่างมากก็ได้ในเขตพื้นที่ประมาณ 15 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 10 ที่นั่ง “พรรคประชาชาติ” 8-10 ที่นั่ง อีกกว่า 20 ที่นั่งก็เป็นพรรคขนาดเล็กรวม ๆ กัน
ความเห็น “ยุทธพร” ตรงกับนักวิชาการหลายคนและสื่อหลายสำนัก โดยเฉพาะพรรคที่ได้เสียงมากเป็นอันดับ 1 คือ “ภท.” เพราะมีอดีตสส.บ้านใหญ่ย้ายเข้ามาเกือบ 70 คน และมีแนวโน้มจะคว้าชัยชนะได้ทั้งสิ้น แต่ในพื้นที่ภาคใต้ที่ตั้งสส. หวังได้เกิน 30 สส. อาจจะมีปัญหา เพราะกระแสความนิยมของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สูงมาก แต่การได้คนนอก 3 คน ที่มีความโดดเด่น อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งโชว์ผลงานให้สังคมยอมรับในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา การยอมเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภท. และช่วยหาเสียง อาจมีส่วนสำคัญ ทำให้พรรคสีน้ำเงินได้ที่นั่งสส. เขตเมืองหลวงเป็นครั้งแรก และช่วยเพิ่มคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้มากขึ้น ทำให้จำนวนสส. สูงไปถึง 170 เสียง ซึ่งถ้าได้สส.มากที่สุด หนทางที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีสูงมาก

ที่น่าสนใจคือ ในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคพท. เปิดนโยบายที่สำคัญ เพื่อหวังได้คะแนนจากคนหลากหลายกลุ่ม คือ “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” แต่หลังจากปรากฏเป็นข่าว ก็ถูกเสียงวิจารณ์ในภาพลบ ชี้ว่าดีแต่แจก นักวิชาการบางคนชี้ไปถึงขั้นเป็น “นโยบายสิ้นคิด” ทำให้ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคพท. และแคนดิเดตนายกฯ , นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกฯ มาเปิดโต๊ะแจกแจงว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญ เป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย ที่จะทำให้วิสัยทัศน์ ที่จะเปลี่ยนให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้จริง โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบภาษี สร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคพท.เชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจเชิงบวก (Positive Reinforcement) มากกว่าการบังคับหรือลงโทษ เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบ
“นโยบายนี้ไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ ด้วยความสมัครใจ, เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ที่แข็งแกร่ง เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดสวัสดิการที่แม่นยำ” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้าน “นพ.พรหมินทร์” กล่าวเสริมว่า นโยบายนี้เป็นการลงทุนสร้างฐานข้อมูลที่ดีที่สุด และเป็นวิธีคิดของพรรคพท. ในการเข้าใจภาพรวมทั้งหมด “ทุกพรรคหาเสียงออกนโยบายที่ต้องใช้เงิน แต่พรรคเราออกนโยบายที่ต้องหาเงินเข้ารัฐ เราคิดเป็นวิทยาศาสตร์ จะทำให้เราจัดสวัสดิการได้ถูกกลุ่มถูกเป้า ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำนโยบายคนไทยไร้จน ที่จะทำให้เห็นว่าแต่ละคนมีรายได้ มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ คนไหนจนจริง จนไม่จริง”
คงต้องรอดูในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้ง 3 ขั้วการเมือง จะปล่อยทีเด็ดอะไรออกมา เพราะการแย่งชิงอำนาจรัฐครั้งนี้มีความหมายกับพรรคการเมืองใหญ่ “ภท.” ก็ต้องการผลักดัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้กลับมาเป็นนายกฯ รอบสอง โดยมีเวลาในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม “พท.” ก็ต้องการอยู่ในอำนาจรัฐ เพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย“ชินวัตร” ขณะที่ “ปชน.” ก็หวังจะได้เป็นแกนนำรัฐบาลครั้งแรก เพื่อลบครหาว่า ดีแต่พูด แต่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน หากต้องตกเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง พรรคอาจตกอยู่ในสภาพตายซากทางการเมือง แม้จะถูกกีดกันไม่ให้ครอบครองอำนาจรัฐ แต่ในที่สุดตัวเลขสส. จะเป็นคำตอบสำคัญ ใครจะมีอำนาจต่อรองสูงสุด
……………………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















