จากบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 77 วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2565 ที่มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ กรณีจัดซื้อจัดจ้าง ชุดตรวจ ATK รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการมาช่วยตรวจโควิด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ตัวละครสำคัญในครั้งนั้นคือ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.พรรคภูมิใจไทย ที่ร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการสาธารณสุข ที่มี อดีตสส. “ปกรณ์ มุ่งเจริญพร” เป็นประธาน ขอให้สอบข้อเท็จจริง
กรณีที่ “เพจชมรมแพทย์ชนบท” กล่าวหาว่า มีการโยกย้ายตำแหน่งในกระทรวงสาธารณสุขโดยไม่ชอบธรรม มีการออกนโยบายที่เกินจริง หลอกลวงประชาชน ไร้การควบคุม โดยคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบบริการด้านสาธารณสุขในบางพื้นที่
ดังนั้น จึงได้พิจารณาเพื่อสอบหาข้อเท็จจริง และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, เลขาธิการ สปสช., ศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะผู้ร้อง, เรวัต วิศรุตเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย และ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท
ปรากฎว่า “นพ.สุภัทร” อ้างว่าติดภารกิจรักษาผู้ป่วย ไม่สามารถเข้าร่วมประชุม แต่ได้ส่งเอกสารมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ โดยผลการประชุม สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

“ศุภชัย ใจสมุทร” ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า สืบเนื่องจาก “เพจชมรมแพทย์ชนบท” ที่มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ เป็นประธาน มีการกล่าวหากระทรวงสาธารณสุข ว่ามีการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม มีการแทรกแซงผิดหลักธรรมาภิบาล มีการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับการออกนโยบายที่เกินจริง ไร้การควบคุม
จากการตรวจสอบพบว่า “ชมรมแพทย์ชนบท” เป็นชมรมที่กระทรวงสาธารณสุข “ไม่ได้รับรอง” แต่มักมีการกล่าวอ้างว่า เป็นตัวแทนของแพทย์ส่วนใหญ่ และในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 มีการอ้างว่า ได้นำแพทย์ชนบทอาสามาช่วยเหลือเพื่อค้นหาผู้ป่วยด้วยชุดตรวจ “แอนติเจน เทสต์ คิท” หรือ “เอทีเค” (Antigen Test Kit : ATK) ให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
แต่ในความเป็นจริง กลับมีการส่งรายการไปเรียกเก็บเงินกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นจำนวนมาก และในขณะนั้น (ปี 2565) กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ ของ ผู้ติดเชื้อโควิดพื้นที่กรุงเทพมหานครในระบบดูแลที่บ้าน หรือ “โฮม ไอโซเลชั่น” (Home Isolation : HI) ของโรงพยาบาลจะนะ ที่เข้ามาตรวจค้นหาผู้ป่วยด้วยชุดตรวจเอทีเค ว่าดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบ “การเบิกจ่ายเงินงบประมาณของทางราชการ” และ “การดำเนินการให้บริการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน”
ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ที่มีอำนาจในการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับด้านสาธารณสุข สอบหาข้อเท็จจริง ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ด้าน ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า กรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพย์ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่กรุงเทพมหานคร ในระบบดูแลที่บ้านของโรงพยาบาลจะนะว่า ดำเนินการ “ไม่เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของทางราชการ” และ “ดำเนินการให้บริการไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น” ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง (ปี 2565)

ขณะที่ ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ในขณะนั้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีปัญหาการเข้าถึงการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีระบบโฮมไอโซเลชั่น ทาง สปสช. จึงได้มีการประสานเครือข่ายด้านสาธารณสุข ที่อยู่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ให้เข้ามาช่วยเหลือการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 เช่น โรงพยาบาลธัญญารักษ์ โรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลจะนะ เป็นต้น
โดยการตรวจเชิงรุกด้วยชุดตรวจ ATK มีการบันทึกการเบิกจ่ายเข้ามาในระบบของ สปสช. อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณของโรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลจะนะ จะต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้งว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณไปจำนวนเท่าใด
ภายหลังการประชุม คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกต เอาไว้ดังนี้
1.การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีการตรวจเชิงรุกด้วยชุดตรวจ ATK ของชมรมแพทย์ชนบท ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งการจัดซื้อชุดตรวจเชื้อโควิด-19 แบบ ATK ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการอย่างไร
2.การดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระบบการดูแลที่บ้านของโรงพยาบาลสิชล มีการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่าย งบประมาณของทางราชการหรือไม่
3.เนื่องจาก สปสช. ไม่มีอำนาจจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ในขณะนั้น สปสช. อาศัยมาตรา 44 ที่ออกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดตั้งเครือข่ายโรงพยาบาลราชวิถีเป็นผู้จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ให้ และตั้งโรงพยาบาลต่าง ๆ เป็นเครือข่าย ซึ่งบางกลุ่มมีความเกี่ยวข้องกับชมรมแพทย์ชนบท จึงอาจเป็นไปได้ ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ประเด็นนี้ได้มีการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่างไร
4.สปสช. มีเหตุผลใด ที่ต้องมีหนังสือเชิญโรงพยาบาลจะนะเข้ามาช่วยเหลือในการตรวจคัดกรองการตรวจเชิงรุกด้วยชุดตรวจเอทีเค ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนมีหลายแห่ง
รวมทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่ต้องมีหนังสือเชิญบุคลากรของโรงพยาบาลจะนะ มาให้การช่วยเหลือตรวจคัดกรองการตรวจเชิงรุก ด้วยชุดตรวจ ATK เป็นการเฉพาะ ทั้งที่ จ.สงขลา ก็มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการสาธารณสุข ยังได้มีข้อเสนอแนะ ให้กระทรวงสาธารณสุข ควรเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
รวมทั้งระบบบดูแลที่บ้านของโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง ที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของทางราชการ และการให้บริการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ และเรื่องดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่ราชการ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผู้ถูกร้องเรียนคือ “นพ.สุภัทร” ไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ แต่ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดแทน หากคณะกรรมาธิการเห็นว่า ข้อมูลยังไม่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการพิจารณา รวมทั้งยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน หรือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างผู้ร้องเรียนกับผู้ถูกร้องเรียน
ซึ่งในอนาคตอาจจะส่งผลกระทบต่อการบริการด้านสาธารณสุขในบางพื้นที่ หรืออาจเกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม คณะกรรมาธิการก็สามารถนัดประชุมในเรืองเดิม และเชิญผู้ถูกร้องเรียนมาชี้แจงได้อีก
ถ้าในกรณีผู้ถูกร้องเรียนไม่มาประชุมและไม่มีเหตุอันควร ก็ถือว่าผู้ถูกร้องเรียนยอมรับในการกล่าวหานั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการสามารถส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไปยังคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงต่อไปได้
ต้องบอกว่าในการประชุม กมธ.สาธารณสุข ครั้งถัดมาคือ ครั้งที่ 78 วันที่ 15 กันยายน 2565 ได้มีการประชุมเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง และมีการเชิญ “นพ.สุภัทร” เข้าร่วมการประชุม และครั้งนี้ “นพ.สุภัทร” ก็ไม่ได้มาเหมือนเช่นเคย โดยอ้างว่าติดการประชุมวิชาการประจำปีของกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 14-15 กันยายน 2565 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บันทึกการประชุมครั้งนี้ จึงสะท้อนจุดเริ่มต้นความขัดแย้ง ระหว่าง “ภาคการเมือง” ที่คุมกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น กับ “นพ.สุภัทร” อดีต ผอ.รพ.จะนะ ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง “นพ.สุภัทร” ถูกให้ออกจากราชการ ในช่วงที่ประกาศตัวเป็นผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน (ปชน.)
ส่วนจะมีปัญหา “การเมือง” เกี่ยวข้องกับการไล่ออก “นพ.สุภัทร” ในครั้งนี้หรือไม่นั้น อยู่ที่วิจารณญาณของท่าน ที่จะตัดสินใจ
บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 77
………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram


















