เห็นได้ชัดว่า ลีลา-เนื้อหาการปราศรัยใหญ่ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” บนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่สวนลุมพินี ดุดัน-ขึงขัง และเอาจริง มากกว่าทุกเวทีปราศรัยของอนุทิน-ภท.ในช่วงก่อนหน้านี้
โดยเฉพาะการปลุกเร้าคนฟังที่สวนลุมพินีและคนไทยทั่วประเทศ เพื่อสร้างกระแส “ชาตินิยม” ให้กับตัวเองและภท.ด้วยการพูดถึงผลงานของตัวเองในการยืนหยัดต่อกรกับกัมพูชา เพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของประเทศไทย -การไม่ยอมฮุน เซน ไม่เหมือนกับหลานอังเคิล เพราะไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ แอบแฝง -การยังคงปิดด่านต่อไปตามเสียงเรียกร้องประชาชน จนทำให้คนในรัฐบาลกัมพูชาไม่พอใจ จนหลังเลือกตั้ง ถ้าไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯ คนในรัฐบาลกัมพูชาคงเลี้ยงฉลองใหญ่ นอกจากนี้ “อนุทิน” ก็ใช้เวทีดังกล่าว แสดงจุดยืนอีกครั้งกับการ “ปกป้องสถาบันฯ” ด้วยการยืนยันต้องไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 เป็นต้น
สิ่งที่เห็นก็คือ อนุทิน ต้องการแสดงบทบาท การเป็นหัวหอก-หัวขบวนของสายอนุรักษ์นิยมเบอร์หนึ่งในสนามเลือกตั้งรอบนี้ เพื่อต้องการเสียงจากคนที่ไม่ชอบส้ม พรรคประชาชน-แดง เพื่อไทย ให้เทเสียงมาให้ภท.ทั้งหมด ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อให้ภท.ได้เสียงมาอันดับหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลหลังเที่ยงคืนวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยไม่ต้องเสียงแตกไปเลือกพรรคอื่น เช่น ประชาธิปัตย์-เศรษฐกิจ-ไทยภักดี-รวมไทยสร้างชาติ เป็นต้น ตลอดจน ก็ต้องการเสียงคนกลาง ๆ ที่เลือกบนพื้นฐานชอบนโยบายพรรคและคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ที่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ที่ก็เป็นหลักล้านเสียง ให้ตัดสินใจให้เด็ดขาดด้วยการเลือกภท. ทั้งสองใบ
ส่วนว่าการปลุกเร้าของอนุทิน จะได้ผลหรือไม่ คงต้องรอผลเลือกตั้งที่จะออกมา หลังก่อนหน้านี้ สองแกนนำพรรค ก็ออกมาสร้างกระแสให้ประชาชน “โหวตแบบมียุทธศาสตร์” ทั้งศุภมาส อิสรภักดี ที่ปลุกกระแส “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” และพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่จุดกระแสให้ประชาชนเลือกระหว่าง จะเอาแบบไหนระหว่างขั้วรักชาติกับไม่รักชาติ ก่อนที่ อนุทิน จะมาย้ำอีกรอบกับการสร้างกระแสชาตินิยมให้กับตัวเองและภท. ผ่านเวทีปราศรัยใหญ่ดังกล่าว

ล่าสุด “อนุทิน-นายกฯ” ให้สัมภาษณ์สื่อในช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ยังเชื่อว่า พรรคจะได้เสียงมาอันดับหนึ่งอยู่ และจะไม่ชนะแบบสูสีด้วย
“ผมว่าไม่สูสีนะ เพราะโพลของผมนำตลอด ซึ่งมีการประเมินจากหลายที่”
ขณะที่ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่เป็นวันเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้งวันสุดท้าย ซึ่งมีการเผยแพร่โพลออกมาหลายชุดทั้งสำนักโพลที่ทำปกติและโพลสื่อมวลชน ซึ่งภาพรวมส่วนใหญ่ พรรคประชาชนและณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังนำ ภท.และอนุทินอยู่
ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ สวนดุสิตโพล จะมีที่ทำให้อนุทิน ชื่นใจขึ้นบ้าง ก็คงเป็นโพลของ ศูนย์ KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐในสังกัดรัฐสภา เผยแพร่ผลสำรวจการเลือกตั้ง สำรวจช่วง 16–19 มกราคม จาก 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ
โพลของสถาบันพระปกเกล้าฯ ที่น่าสนใจคือ ในส่วนของ คะแนนความเหมาะสมของบุคคลการเมืองเกิดการสลับอันดับ โดย นายอนุทิน จากพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนเพิ่มจาก 16.9% เป็น 18.9% ขยับขึ้นแซง นายณัฐพงศ์ จากพรรคประชาชน ซึ่งลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2% ส่วนบุคคลอื่นพบการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ นายยศชนัน จากพรรคเพื่อไทย เพิ่มขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1%

โดยเมื่อดูจากกระแสตอบรับต่าง ๆ ที่มีต่ออนุทิน-ภท. ถือว่าเลือกตั้งรอบนี้ พร้อมและพีก มากที่สุดแล้ว นับแต่ภท.เข้าสู่สนามเลือกตั้งมาสามครั้งคือการเลือกตั้งปี 2554 ที่ตอนนั้นยังเป็นยุค ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่ออนุทิน เพราะตอนนั้น อนุทิน อยู่ระหว่างโดนตัดสิทธิการเมืองห้าปีจากคดียุบพรรคไทยรักไทย -การเลือกตั้งปี 2562 และการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ภท.จะได้สส.เพิ่มขึ้นตลอดติดต่อกัน มาครั้งนี้ อนุทิน และแกนนำพรรคภท.ก็หวังว่า จะได้สส.เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากตอนเลือกตั้งปี 2566 ที่ได้ 71 ที่นั่ง บนเป้าที่แกนนำพรรคตั้งเป้าไว้คือ ขั้นต่ำ 140-150 ที่นั่ง
กระนั้น แวดวงนักวิเคราะห์การเมืองหลายคน ก็ยังมองสวนว่า ภท.ไม่น่าจะชนะเลือกตั้ง และคงได้สส.ไม่ถึง 150 เก้าอี้
ด้วยมุมวิเคราะห์ว่าแม้ กระแสตอบรับภท.รอบนี้ จะทำให้ ภท.ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้นแบบก้าวกระโดด จนทำให้จากที่เคยได้สส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่สามคนตอนปี 2566 รอบนี้น่าจะขั้นต่ำก็ไม่ต่ำกว่า 10 คน แต่ที่ยังเป็นจุดบอด ก็มีหลายจุดที่ภท.ยังแก้ไม่ตก เช่น ภาคเหนือตอนบน ซึ่งดูแล้วโอกาสจะได้สส.เขตแทบไม่มี ส่วนที่กรุงเทพฯ แม้กระแสตอบรับจะดี แต่น่าจะไปเห็นผลที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า เพราะผู้สมัครสส.เขตของภท.หลายคน ไม่โดดเด่นและถึงขั้นอ่อนในหลายเขต วัดตัวต่อตัวแล้ว สู้ไม่ได้ ทั้งพรรคประช่าชน-ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย จนโพลสื่อมวลชนบางสำนักถึงกับระบุ อาจไม่ได้สส.เขตแม้แต่คนเดียวหรือเต็มที่ก็ได้ไม่เกินสองที่นั่ง!
ทว่ามันก็ไม่แน่ หากสุดท้าย คนกรุงเทพฯ อินกับกระแส เลือกแบบยุทธศาสตร์ ก็อาจเปลี่ยนใจ เทไปเลือกภท.กันหลายเขตก็ได้ สถานการณ์ยังอาจพลิกได้ แต่ต้องมีไม้เด็ดจากภท.ออกมาตอนโค้งสุดท้าย และต้องเข็นตัวช่วยทั้ง เดอะแบก-นางแบก ให้มีบทบาทมากขึ้นในการหาเสียงสัปดาห์สุดท้าย โดยเฉพาะสองคนสำคัญ คือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้เข้ามาช่วยภท.หาเสียงมากขึ้น เพื่อดึงเสียงกลุ่มคนทำงาน-ชนชั้นกลาง-พนักงานออฟฟิศ ที่มีจำนวนมากในกทม. ที่พบว่ารอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองคนแสดงบทบาทนี้อยู่ เห็นได้จากการเดินสายไปพูดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การให้โอกาสกับกลุ่มธุรกิจ SME-Startup ผ่านการพูดคุยในพื้นที่ใจกลางเมือง เช่น สีลม ซอยอารีย์ รวมถึงการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินี ที่ก็คาดว่าน่าจะได้ผลระดับหนึ่ง
แต่ที่ตอนนี้ แกนนำภท.น่าจะห่วงมากสุด ก็คือพื้นที่เลือกตั้ง “ภาคใต้” ที่แกนนำพรรคตั้งไว้ที่ 31 ที่นั่ง ถึงตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ ภท.อาจได้สส.เขตไม่เข้าเป้า เพราะกระแส อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์ ที่ภาคใต้แรงขึ้นมากและแรงต่อเนื่อง ทำให้หลายจังหวัดในภาคใต้ ทั้งจังหวัด ๆ เช่น สงขลา-นครศรีธรรมราช และพื้นที่โซนอันดามัน กระบี่-พังงา-ภูเก็ต สุดท้าย ภท. อาจทำได้ไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งหากที่ภาคใต้ ภท.ไม่ได้สส.ตามเป้า ก็ทำให้ โอกาสที่ภท.จะไม่ชนะเลือกตั้ง ก็มีสูง
ทำให้สัปดาห์สุดท้าย ภท.ต้องไปเน้นตรึงที่ภาคใต้ไว้มากพอสมควร เพราะหากเป้าหลุดไปเยอะ แผนคัมแบ็คกลับทำเนียบรัฐบาลรอบสอง ของอนุทิน อาจวืดเอาได้
…………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















