หน้าแรกHighlightครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี!เศรษฐกิจไทยปี69 โตต่ำกว่า 2% ห่วง‘SMEs’ติดหล่ม-หนี้พุ่ง

ครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี!เศรษฐกิจไทยปี69 โตต่ำกว่า 2% ห่วง‘SMEs’ติดหล่ม-หนี้พุ่ง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“พชรพจน์” เศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี ขาดเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อน  โดยเฉพาะเอสเอ็มอีติดหล่มยาว กำไรหด- หนี้พุ่ง้สี่ยงตกชั้นทั้งระบบ 

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญจุดเปราะบางครั้งสำคัญ เมื่อการคาดการณ์การเติบโตปี 2569 ถูกประเมินว่าขยายตัวเพียง 1.8% ต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี สะท้อนภาวะติดหล่ม ของเศรษฐกิจที่ขาดเครื่องยนต์ใหม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเร่งยกเครื่องโมเดลเศรษฐกิจจริงจัง สิ่งที่น่าห่วงคือ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งในการบริหารจัดการความเสี่ยง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา

ทั้งนี้ภายใต้ โครงการReinvent Thailand ที่คำนึงทรัพยากรทั้งภาครัฐและเอกชนมีจำกัด ประเทศไทยควรเลือกโฟกัสที่ 6 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อผลักดันให้กลุ่มเหล่านี้เป็น New S-curve หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ

ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Krungthai COMPASS กล่าวว่า ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเร่งด่วน ความท้าทายนี้เปรียบเสมือนพายุที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน หรือ Perfect Storm จากทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การถูกถาโถมด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศประสบปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง ทั้งด้านความสามารถการแข่งขันที่ลดลงเมื่อเทียบบริบทโลกยุคใหม่ รวมถึงข้อจำกัดการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่เผชิญความท้าทายมากขึ้นสัญญาณเหล่านี้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าระดับ 2% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ

ดร.กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์นักวิเคราะห์ Krungthai Compass กล่าวว่า หากดู 6 อุตสาหกรรมในโครงการ Reinvent Thailand ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสูง เช่น อาหารและเกษตร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว การค้าส่งและค้าปลีก เนื่องจากกลุ่มนี้มีผลกระทบเศรษฐกิจวงกว้างมีรายได้รวมกันถึง 38 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 64% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด และมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่มาก โดยมีเอสเอ็มอีกลุ่มนี้รวมกัน 230,000 ราย และจ้างงานสูงถึง 10.6 ล้านคน สะท้อนว่าการจะเปลี่ยนประเทศได้ต้องเริ่มต้นจากการ Reinvent SME กลุ่มนี้ลำดับแรก

รวมทั้งจากการศึกษาพบบริษัท 160,000 แห่งใน 6 เซกเตอร์ยุทธศาสตร์ จากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) หรือกำไรธุรกิจไทยลดต่อเนื่อง 15 ปี (2553-2567) ตอกย้ำปัญหาการลดลงของกำไรเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้กับการถดถอยของเอสเอ็มอีภาพรวม

ทั้งนี้ หากแบ่งกลุ่มธุรกิจตามประสิทธิภาพการดำเนินงานออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ดีมากไปจนถึงแย่มาก ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจ SME มีสภาวะ “ตกชั้น”อย่างเห็นได้ชัด 

สัดส่วนของธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มสีส้มและสีแดงคือกลุ่มที่ผลประกอบการแย่และแย่มาก ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยมีอยู่ 20% เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกลับเพิ่มสูงขึ้นจนครอบคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจทั้งหมดในปี 2567สะท้อนว่ากับดักที่ SME เผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะตัวของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั้งระบบ

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจที่ต้องการการพลิกฟื้นมักจะประสบกับ 3 ปัญหาหลักที่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ 1.มีหนี้สะสมในระดับสูง มีภาระหนี้สินสูงกว่าทุนหลายเท่าตัว 2.การขาดสภาพคล่องขาดกระแสเงินสดที่เพียงพอในการหมุนเวียนธุรกิจ 3.อัตรากำไรขั้นต้นต่ำเป็นปัญหาที่ต้นทางของโมเดลธุรกิจ ทั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้นเมื่อมีกำไรที่น้อยทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือ Shock ธุรกิจจะขาดทุนทันทีและต้องไปกู้หนี้มาเติมสภาพคล่องจนกลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img