ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โลกเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในทุก ๆ ด้าน ทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงดูเหมือนจะสำคัญกว่าการพุ่งเป้าการเติบโตเสียด้วยซ้ำ ภาครัฐที่มีภารกิจนำพาประเทศไปสู่ “ประเทศไทยที่มั่นคง” ไม่ใช่ความมั่งคั่ง
ในภาคพลังงานถูกท้าทายมาเป็นระยะ ๆ แต่ระยะหลังมานี้ ความท้าทายมาถี่ขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่ทันตั้งตัวดี 3 ปีผ่านก็มาเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้น “การสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย” จะเป็นภารกิจที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีเรื่องซับซ้อนมากมายที่ต้องทำภายใต้ประโยค “เพื่อความมั่นคง” ที่เรามองเป็นเรื่องธรรมดา มีโครงการที่ต้องเกิดขึ้นมารองรับพร้อมการลงทุนมหาศาล คนทำงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ รวมถึงความทุ่มเท และการส่งต่อภารกิจนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเป็นงานยาว
เป้าหมายสูงสุดหลังจากนี้ จึงอาจไม่ใช่ทำให้คนไทยมีพลังงานใช้ในราคาถูกอีกต่อไป แต่เป็นราคาที่เหมาะสม และมีใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่ผันผวนขั้นสุด
เห็นได้ชัดอย่างสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ ใครเลยจะฟันธงมาก่อนว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนน้ำมันที่สำคัญของโลกจะถูกปิดจริง ๆ และปิดมานานกว่า 3 เดือนแล้ว นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบถูกจำกัด อาจส่งได้เพียงบางครั้งบางคราว ขึ้นอยู่กับกำลังภายในของเจ้าของเรือและเจ้าของสินค้าในเรือ สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้น้ำมันถูกดีดตัวอย่างสูงติดต่อกันร่วม 4 เดือน เพิ่งจะมาลดลงบ้างไม่นานมานี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยมาอยู่ในระดับ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการลดลงเฉลี่ยรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568
เหตุที่ลดลงก็ไม่ต้องเดามากมาย ก็เนื่องจากรายงานการลงนามข้อตกลง 14 ข้อ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งหนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญ คือการที่อิหร่านจะอำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรเสีย สุดท้ายแล้ว ณ เวลานี้ข้อตกลงก็ยังไม่ได้รับการสรุปขั้นสุดท้าย

U.S. Energy Information Administration (EIA) ประเมินว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไป แต่จะค่อย ๆ เริ่มมีการไหลเวียนของเรืออย่างช้า ๆ ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หากเป็นเช่นนั้น คาดว่าต้องใช้เวลาจนถึงต้นปีหน้า กว่าการผลิตและการค้าน้ำมันจะกลับสู่สถานะเช่นก่อนเกิดความขัดแย้ง และผู้ผลิตน้ำมันบางรายรอบอ่าวเปอร์เซียอาจจะไม่สามารถเอาผลผลิตออกมาได้สู่ระดับเดิมได้ไปอีกหลายปี
ดังนั้นแม้ราคาน้ำมันจะลดลงมาบ้าง แต่มีการคาดว่า ราคาจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป จนกว่าการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลก จะกลับสู่ระดับปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นรูปธรรม และปริมาณน้ำมันคงคลังจะได้รับการเติมกลับเข้ามา
ทั้งนี้มีคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ SPOT เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเลยมาถึงเดือนกรกฎาคม เมื่อการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อย ๆ เริ่มกลับมาทํางานอีกครั้ง ราคาจะลดลงเหลือเฉลี่ย 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 และลดเหลือเฉลี่ย 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2570 ทางด้านความต้องการน้ำมันจะดีดกลับมาเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า เป็น 105.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เอเชียผู้บริโภคน้ำมันซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา คงขอพรให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติจริง ๆ เสียที
ในส่วนของประเทศไทยยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อเราต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ทำให้ได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ จากสงครามตะวันออกกลาง ตอนนั้นราคาน้ำมันดิบ WTI เคยพุ่งไปสูงสุด 113.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ก่อนจะลดลงเหลือ 68.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ช่วงราคาน้ำมันพีค ๆ น้ำมันดีเซลบ้านเราก็ตรึงกันไม่อยู่พุ่งสูงสุดไปถึง 45.54 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ 32.5 บาทต่อลิตรในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ต่อไป เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ความผันผวนจะกลายเป็นเรื่องปกติ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องโฟกัสมากกว่า
โครงการพัฒนาปิโตรเลียมในประเทศไทยกำลังเป็นความหวัง โดยเฉพาะ การพัฒนาปิโตรเลียมรอบที่ 26 ทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ประกาศกำหนดเขตพื้นที่แปลงสำรวจแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็น แปลง A1/68 เนื้อที่รวม 60,277.90 ตร.กม. มีการประเมินว่าศักยภาพการพบเจอปิโตรเลียม โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจะมีสูงมากไม่ต่างจากพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ในฝั่งอินโดนีเซียที่ให้สัมปทานกับบริษัทมูบาดาลา สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์พัฒนาไปแล้ว

โดยรัฐบาลเล็งว่า โครงการนี้จะชูโรงช่วยกระตุ้นการลงทุนให้ประเทศได้อย่างดี และเพิ่มรายได้แผ่นดินจากค่าภาคหลวง ซึ่งสัดส่วนค่าภาคหลวงปิโตรเลียมไม่น้อยในแต่ละปี ตลอดปี 2568 ประเทศมีรายได้จากค่าภาคหลวง จำนวน 30,329 ล้านบาท แบ่งตามระบบระบบสัมปทาน (Concession) 62% คิดเป็น 18,769 ล้านบาท และระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC : Production Sharing Contract) 38% คิดเป็น 11,560 ล้านบาท
เมื่อเป็นดังนี้ การเปิดสัมปทานแปลง A1/68 น่าจะถูกเร่งให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว คาดว่า จะประกาศเปิดสัมปทานได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ล่าสุดกรมเชื้อเพลิงฯ อยู่ระหว่างการนำเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติมาตรการสร้างแรงจูงใจในการลงทุน เช่น ค่าลดหย่อนทางธรณีวิทยา เป็นต้น เพราะฝั่งอันดามันเป็นทะเลน้ำลึก มีความเสี่ยงทั้งต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก คาดว่าจะอยู่ในระดับ 30 ล้านดอลลาร์ต่อหลุมสำรวจ สูงกว่าอ่าวไทยเกือบสิบเท่าจากที่ใช้เงินลงทุนสำรวจ 3-5 ล้านดอลลาร์ต่อหลุมเท่านั้น
ดังนั้นนักลงทุนที่มาทำได้ ต้องเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกก็ต้องมีแรงจูงใจมากพอคุ้มความเสี่ยงและเงินลงทุน นอกจากมาตรการจูงใจที่จะเสนอครม.แล้ว แปลง A1/68 นี้ก็คาดว่า จะเปิดให้รายเดียวดำเนินการ และเป็นระบบสัมปทานไม่ใช่การแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งกรมเชื้อเพลิงฯ มองว่า จูงใจนักลงทุนมากกว่า
แหล่งนี้หากเปิดประมูลได้ จะพลิกโฉมการลงทุนในภาคใต้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้า เพื่อป้อนพื้นที่ภาคใต้โดยตรงรองรับการเติบโตจากการท่องเที่ยว ช่วยลดการส่งไฟฟ้ามาจากภาคกลางและตะวันตก และเมื่อผลิตก๊าซฯ ได้จากแหล่งในประเทศ ทำให้มีก๊าซฯ ใช้ไปได้อีกระยะยาว ก็จะไปลดแรงกดดันในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และจะมีโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เข้ามาต่อยอดเพิ่มเติมอย่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และท่าเรือ เป็นต้น
ดังนั้นโครงการพัฒนาในภาคใต้อาจไม่ได้มาในชื่อของ “โครงการแลนด์บริดจ์” เท่านั้น แต่มาจากการต่อยอดเพื่อนำก๊าซฯ มาใช้ประโยชน์ภายหลังให้สัมปทานปิโตรเลียมในอันดามันด้วย
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















