ผลการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 ก.พ.69 นี้ คาดว่า จะรู้ผลตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการทั่วประเทศ 400 เขตราว ๆ เที่ยงคืน แต่ที่จะรู้เร็ว ก็คงเป็นกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดใหญ่ ๆ ที่หลายคนจับตามอง เช่นเชียงใหม่ นครราชสีมา สงขลา
โดยในส่วนของการรู้ผล สส.เขต หากเขตใด ที่คะแนนระหว่าง อันดับ 1 กับอันดับ 2 ทิ้งห่างกันหลักหมื่น หลังนับเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็พอรู้ผลแล้วว่า ใครจะชนะ เพราะอันดับ 2 จะไล่กวดไม่ทัน แต่หากการนับคะแนนยังคู่คี่ เบียดกันแบบผลัดกันนำ โดยคะแนนทิ้งห่างกันแค่หลักพัน ถ้าแบบนี้อาจต้อง ลุ้นกันจนถึงหีบสุดท้าย
ส่วนตัวเลขว่า แต่ละพรรคการเมือง จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์กันพรรคละกี่ที่นั่ง คงต้องรอถึงช่วงสายของวันที่ 9 ก.พ. เพราะต้องนำคะแนนในบัตรปาร์ตี้ลิสต์ทั่วประเทศมารวมกันหมด แล้วค่อยหารด้วยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ยิ่งคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันมาก ก็ยิ่งทำให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ต่อ สส. 1 คนก็จะยิ่งสูงไปด้วย แต่หากดูจากสถิติจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะอยู่ที่ราว ๆ 70-75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้ค่าเฉลี่ยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ต่อ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ก็จะอยู่ที่ราว ๆ 3 แสนกว่าคะแนน เต็มที่ก็ไม่เกิน 4 แสนคะแนนต่อสส.บัญชีรายชื่อ 1 คน เว้นแต่คนออกมาใช้สิทธิกันมืดฟ้ามัวดิน ก็จะทำให้ค่าเฉลี่ยก็จะขยับสูงขึ้นไปด้วย
ดังนั้น หากคนออกมาใช้สิทธิกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคขนาดเล็ก-กลาง เพราะจะยิ่งทำให้โอกาสได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ยิ่งลุ้นหนักขึ้น
โดยกลุ่มพรรคการเมืองที่ต้องลุ้นหนักว่า จะได้สส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ ก็มีเช่น พรรคพลังประชารัฐ ที่มี “ตรีนุช เทียนทอง” รมว.แรงงาน เป็นรักษาการหัวหน้าพรรค-พรรครวมไทยสร้างชาติ ของ “เดอะตุ๋ย-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค”-พรรคไทยสร้างไทย ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”-พรรคเสรีรวมไทย ของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส”-พรรคไทยภักดี โดย “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม”-พรรครักชาติ โดย “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”-พรรคพลวัต โดย “กันวีร์ สืบแสง”-พรรคไทยก้าวใหม่ โดย “ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์”-พรรคโอกาสใหม่ โดย “จตุพร บุรุษพัฒน์” เป็นต้น แต่ก็เชื่อว่าในกลุ่มนี้ ก็คงจะมีพรรคที่ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์อยู่ แต่คงไม่ใช่ทุกพรรค!
รวมถึงในช่วงดึก วันที่ 8 ก.พ.ก็จะได้รู้ผลเช่นกันว่า ผลการออกเสียงประชามติ “ท่านเห็นชอบด้วยหรือไม่กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ว่าสุดท้าย เสียงส่วนใหญ่…จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ?

โดยหากประชามติผ่าน นับคะแนนออกมาแล้ว เสียงส่วนใหญ่ของผู้มาออกเสียง ลงประชามติ “เห็นชอบ” สิ่งที่จะตามมาก็คือ เมื่อเปิดประชุมสภาฯมา พรรคการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะ 3 พรรคหลัก “พรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย-พรรคภูมิใจไทย” รวมถึงอาจมีพรรคอื่นด้วย เช่น พรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีคณะกรรมการร่าง รธน.มายกร่าง รธน.ฉบับใหม่ จากนั้นพอร่างฯ ผ่านรัฐสภา ก็ส่งไปทำประชามติครั้งที่สอง ซึ่งหากประชามติผ่านอีก ก็จะนำไปสู่การมี กรรมการร่างรธน.มายกร่างรธน.ใหม่ทั้งฉบับ จากนั้น พอเขียนร่าง รธน.ฉบับใหม่เสร็จสิ้น ผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ก็ส่งไปทำประชามติครั้งที่สาม รวมเบ็ดเสร็จคาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดร่วมสองปี และ ต้องมีค่าใช้จ่ายอีกหลายพันล้านบาท หากผลประชาติ 8 ก.พ.นี้ “ผ่าน”
แต่หากออกมาอีกแบบคือ เสียงเห็นชอบน้อยกว่าเสียงไม่เห็นชอบ เท่ากับการทำประชามติเพื่อนำไปสู่การยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ โละทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ไม่เกิดขึ้น ทำให้ รธน.ฉบับปัจจุบัน จะอยู่ไปอีกยาวนาน และฝ่ายที่ต้องการแก้ไข รธน.ก็ต้องเปลี่ยนแนวไปผลักดันการแก้ไข รธน.รายมาตราต่อไป
ดังนั้น ผลประชามติ 8 ก.พ.จึงมีผลต่อการเมืองไทยพอสมควร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ที่ต้องดูว่า ผลจะออกมาอย่างไร ซึ่งในการติดตาม หากพบว่า คะแนนเห็นชอบ “ทิ้งห่าง” คะแนนไม่เห็นชอบ แบบหลายเท่าตัว หรือคะแนนไม่เห็นชอบ “ทิ้งห่าง” คะแนนเห็นชอบ หลายเท่า แบบนี้ก็ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย น่าจะรู้ผลประชามติ เร็วเช่นกัน
ขณะที่ “การจัดตั้งรัฐบาล” จะดีลจบช้าหรือเร็ว อยู่ที่ว่า พรรคอันดับ 1 ที่ชนะเลือกตั้ง ได้สส.ทิ้งห่าง อันดับ 2 มากน้อยแค่ไหน หากทิ้งห่างมาก เช่น ห่างกันเกิน 20 เสียง แบบนี้ก็จบเร็วเลย ยิ่งหากดีลจบกับพรรคการเมืองอื่น ๆ จนได้เสียงเกิน 250 ที่นั่ง ก็น่าจะตั้งรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการได้ภายในกลางดึกคืนวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยเฉพาะหาก “พรรคภูมิใจไทย” ชนะการเลือกตั้ง ได้ส.ส.มากกว่า “พรรคประชาชน” และทิ้งห่างระดับไม่ต่ำกว่า 15-20 เสียง ก็มีการมองกันว่า การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะจบเร็ว และราบรื่น
โดยสูตรตั้งรัฐบาล ที่แวดวงการเมือง วิเคราะห์กันหลัก ๆ ก็จะมี เช่น หากเป็นกรณี “พรรคประชาชน” ชนะเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลก็น่าจะประกอบด้วยสูตรเช่น “ส้ม + แดง + ฟ้า” คือ พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ และมีอีกบางพรรคมาเติม เช่น พรรคประชาชาติ

ส่วนสูตร “ส้ม + น้ำเงิน” จะจับมือกันได้หรือไม่ หากพรรคประชาชน ได้ สส.มาอันดับ 1 ก็จะพบว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่ได้ปิดประตูแต่อย่างใด แต่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ไปออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า “จะไม่จับมือกับพรรคภูมิใจไทยหลังเลือกตั้ง” และสูตรนี้ ไม่แน่แค่ 2 พรรค ก็เกิน 250 เสียงไปแล้ว หรืออาจเติมมาอีกสักพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่เอาพรรคเพื่อไทยเข้ามา
หากออกมาสูตรที่ว่านี้ ก็จะทำให้ “พวกด้อมส้ม” คงไม่พอใจ เพราะมองว่า “พรรคภูมิใจไทย” เคยฉีกข้อตกลง MOA มาแล้ว จึงไม่ควรตั้งรัฐบาลร่วมกัน แต่ควรตั้งกับ “พรรคเพื่อไทย” มากกว่า รวมถึงหากออกมาสูตรนี้ จะทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” มีอำนาจการต่อรองสูง โดยเฉพาะในการโหวตกฎหมายในสภาฯ หรือหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นพรรคอันดับ 2 ที่ก็อาจทำให้ พรรคประชาชนไม่เลือกจับกับพรรคภูมิใจไทย
ส่วนสูตรที่เหลือก็มี เช่น กรณี พรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง ก็จะตั้งรัฐบาลในสูตร “น้ำเงิน + แดง + ฟ้า” คือ “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ที่เสียงก็น่าจะเกิน 250 เสียง หากไม่เกิน ก็ค่อยดึงพรรคอื่นมาเติม
นอกจากนี้ ยังมีสูตร “น้ำเงิน + แดง + เขียว”คือ “พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย-พรรคกล้าธรรม” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยไม่มี “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ประกาศแล้วว่า ไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม ไม่ร่วมรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งก็มีการมองกันว่า “อนุทิน-ภูมิใจไทย” น่าจะเอาด้วยกับสูตรนี้มากกว่า คือเลือก “ธรรมนัส” มากกว่า “อภิสิทธิ์” เพราะซื้อใจกันมาตอนตั้งรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งหาก “กล้าธรรม” ได้ สส.มากกว่า “ประชาธิปัตย์” ก็ทำให้สูตรนี้ ยิ่งเป็นไปได้สูง
ส่วนที่ว่า สุดท้ายการตั้งรัฐบาลจะออกมาสูตรไหน หรือจะมีสูตรตั้งรัฐบาลที่หลายคนไม่คาดคิด ออกมานอกเหนือจากนี้ ก็อยู่ที่ผลเลือกตั้งเป็นสำคัญว่า พรรคไหนได้ สส.กี่คน
ทั้งหมดอยู่ที่ “ประชาชนคนไทย” แล้ว ในฐานะผู้ไปออกเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ที่จะร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดโฉมหน้าการเมือง-อนาคตประเทศไทย หลังเลือกตั้ง ต้องการให้ออกมาแบบไหนก็เลือกกันแบบนั้น
…………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















