ในปี 2568 เราได้เริ่มให้บริการไฟฟ้าสีเขียวกับผู้ประกอบการแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff1: UGT1) ในเดือนเมษายน 2568 นี้ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้เตรียม UGT1 ไว้รองรับความต้องการไฟฟ้าสีเขียว รวมประมาณ 2,000 ล้านหน่วยต่อปี
ส่วน UGT2 (Utility Green Tariff2 ) อีกปริมาณรวมประมาณ 8,000 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ผู้ประกอบการมาลงทะเบียนจองซื้อในเดือนมิถุนายน 2568 ทางด้านโครงการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบ Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) หรือซื้อขายตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ กำลังมีการจัดทําหลักเกณฑ์และกําหนดอัตราค่าบริการการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม และการกํากับติดตามการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA Code) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) อยู่ระหว่างการทํางานร่วมกับสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน และสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) คาดว่าแล้วเสร็จภายในกันยายน 2568 ซึ่ง UGT1 ,UGT2 และDirect PPA เป็นการขายไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการพลังงานสีเขียวโดยตรง จึงไม่กระทบกับค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน

ในส่วนของ UGT 1 ซึ่งเปิดรับจองตั้งแต่ 2 ม.ค.2568 สิ้นสุด 28 ก.พ.2568 นี้ ซึ่งไฟฟ้าสีเขียวมาจาก โรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในระบบไฟฟ้าเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนของกฟผ.อัตรา โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่ขายในระบบ UGT1 =อัตราค่าไฟฟ้าตามปกติ รวม Ft+ค่า Premium 0.0594 บาทต่อหน่วย ณ บัดนี้ทราบว่ายังไม่เต็ม 2,000 ล้านหน่วยดี
เนื่องจากคาดว่าผู้ประกอบการจะรอ UGT2 ก่อน ซึ่งหมายถึงจะเจาะจงซื้อจากโรงไฟฟ้าสีเขียวที่เข้ามาใหม่เป็นบิ๊กล็อตที่กกพ.ได้ประกาศรับซื้อไว้ 4,852.26 เมกะวัตต์จาก 175 ราย กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ระหว่างปี 2567-2573 โดยการไฟฟ้าจะผลิตและส่งไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าของผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง โดยเช่าสายส่งไฟฟ้าจากภาครัฐในการจ่ายไฟฟ้า อายุสัญญา 10-25 ปี ซึ่งจะไม่มีระบบแบ่งตามช่วงเวลาของการใช้ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนไม่คงที่ รวมๆแล้วอัตราค่าพรีเมี่ยมของ UGT2 จะสูงกว่า แต่เบ็ดเสร็จจะอยู่ระหว่าง 4-5 บาทต่อหน่วยซึ่งจะมีการประกาศราคาและรับซื้อในช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้ เช่นกัน Direct PPA ก็น่าจะอยู่ในเรทนี้
ทั้งนี้ ทางสํานักงาน กกพ.บอกไว้ถึงการวางกรอบการผลิตและป้อนไฟฟ้าสีเขียวให้ผู้ประกอบการ 5 เงื่อนไข ดังนี้ 1. จะต้องไม่กระทบต่อค่าไฟเฉลี่ยโดยรวมที่เรียกเก็บกับประชาชนผู้ใช้พลังงานตามปกติ 2. สําหรับค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมต้องเป็นภาระของผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเป็นหลัก 3. แยกกํากับดูแลผู้ประกอบการรับอนุญาตตั้งแต่ต้นทาง เริ่มตั้งแต่วิธีคิดคํานวณต้นทุนมีเพดานที่เหมาะสม โดยแยกแยะประเภทค่าบริการ และวิธีการเรียกเก็บอัตราค่าบริการส่วนเพิ่มให้เหมาะสม 4. ดูแลการแข่งขันให้เกิดความเหมาะสมเพื่อผู้ใช้พลังงานได้ประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขัน และ 5. อัตราค่าบริการต้องหนุนเสริมภาคเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ของประเทศ
ในส่วนของ Direct PPA ที่ยังไม่ลงตัว ผู้ประกอบการกำลังลุ้นว่าจะสรุปอัตราค่าไฟเท่าไหร่ จุดสำคัญในการถกเถียงก็คือ ค่าบริการการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม และการกํากับติดตามการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA Code) เพราะจะเป็นการซื้อขายกันเองระหว่างโรงไฟฟ้าเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าต้องผ่านระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า

ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเร่งให้มี Direct PPA ทั้งที่เราก็มี UGT 1 และกำลังจะมี UGT2 เนื่องจากกลุ่มกิจการ Data Center โดยเฉพาะนักลงทุนบิ๊กเนมต่างชาติเรียกร้องมาอยากซื้อไฟฟ้าสีเขียวโดยตรงจากโรงไฟฟ้าเอกชนโดยไม่ต้องการให้รัฐอย่างการไฟฟ้ามาเป็นคนกลาง และอยากได้ของถูกๆด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องการระบบไฟฟ้าที่มั่นคงสูงมาก จึงยังต้องการซื้อไฟฟ้าจากระบบไว้ backup ซึ่งเอาจริงแล้วการไฟฟ้าก็ไม่ได้อยากให้กลุ่ม Data Center โหมกันลงทุนกันมากๆพร้อมๆกัน
จริงอยู่ถ้าไม่มาไทยอาจตกขบวน เพราะ Data Center เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล” รองรับระบบนิเวศ AI แต่กลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าเยอะมากๆไม่ใช่เยอะธรรมดา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดทัพระบบไฟฟ้ายกใหญ่เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบในภาพรวม Goldman Sachs Research ประเมินว่า การใช้พลังงานของ Data Center ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 55 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งมาจากปริมาณงานการประมวลผลบนคลาวด์ 54% งานเดิมๆสําหรับฟังก์ชันทั่วไป เช่น อีเมลหรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 32% และ AI 14% มีคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงาน จะสูงถึง 84 GW ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดย AI เติบโตเป็น 27% ของภาพรวม
ดังนั้นการเฉลิมฉลองของรัฐบาลที่ดึงดูด Google เข้ามาขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในไทยด้วยมูลค่าลงทุน 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อมาสร้างระบบคลาวด์ และ Data Centerในกรุงเทพ และชลบุรี ก็อาจจะต้องมาด้วยการลงทุนด้านระบบไฟฟ้าของไทยด้วยมูลค่าเทียบเท่ากันเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้นักลงทุน และนอกจาก Google ยังมาอีกหลายเจ้า เช่น จีน ที่แน่นอนว่าไม่มาเล็กแน่นอน ต้องยอมรับว่าเขาอาจมาด้วยแรงดึงดูดจากรัฐ แต่หลักใหญ่ๆมาจากยุทธ์ศาสตร์ที่ตั้งและตลาดที่ใหญ่พอของไทย ที่ทำให้เราเป็นศูนย์กลางอาเซียนด้านดิจิทัลได้ รวมถึงระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีภัยพิบัติร้ายแรง และระบบไฟฟ้าของไทยที่วางรากฐานอย่างมั่นคงเป็นที่ยอมรับ
การที่เราต้องลงทุนกับระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับนักลงทุนเหล่านี้ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบกับระบบที่มาบริการประชาชน และค่าไฟฟ้า เพราะการลงทุนทุกอย่างของระบบไฟฟ้าบ้านเราลงไปเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าหมด แยกค่าไฟฟ้าที่ขายให้กับนักลงทุนส่วนหนึ่ง แต่อย่าไปกดค่าไฟที่ขายให้เขาถูกๆเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันเกินไป หรือไประดมทรัพยากรมหาศาลแล้วมาโปะต้นทุนกับระบบค่าไฟฟ้ารวม อย่าลืมนึกถึงประชาชนคนไทยตาดำๆ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใช้ไฟฟ้ากันไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ส่วนบ้านเรือนในเมืองราว 300-500 หน่วยต่อเดือนซึ่งต่างก็ต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง ระบบบริการที่ดีเช่นกัน และราคาที่เป็นธรรมด้วย
…………………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย : บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
