ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.08 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” หลังเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากยุโรป เม็กซิโก แคนาดา และจีน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.08 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง (แกว่งตัวในกรอบ 33.88-34.09 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากยุโรป เม็กซิโก แคนาดา และจีน ส่งผลให้บรรดาสกุลเงินดังกล่าวที่เสี่ยงเผชิญการขึ้นภาษีนำเข้า อย่างเงินยูโร (EUR) และเงินหยวนจีน ต่างอ่อนค่าลงชัดเจน
นอกจากนี้เงินบาทยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากจังหวะการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะปรับตัวลงราว -20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นระยะๆ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์รวมถึงการทยอยขายทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาผสมผสาน ยังคงหนุนให้ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสเกือบ 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งมุมมองดังกล่าวก็พอช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางแรงขายหุ้นธีม AI/Semicon ductor อาทิ Nvidia -8.5% หลังผู้เล่นในตลาดต่างผิดหวังกับรายงานผลประกอบการของ Nvidia นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯในช่วงนี้ ออกมาผสมผสาน อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐฯก็เตรียมจะเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.78% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.59%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.46% กดดันโดยแรงขายหุ้นธีม AI/Semi conductor เช่นเดียวกับในฝั่งสหรัฐฯ อาทิ ASML -2.2% นอกจากนี้ ความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯต่อสินค้าจากยุโรป ยังได้กดดันตลาดหุ้นยุโรป โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มยานยนต์
ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาผสมผสาน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า เฟดมีโอกาสราว 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.24% อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว มากกว่าไล่ราคาซื้อ เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯยังมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกดดันสกุลเงินที่เสี่ยงเผชิญการขึ้นภาษีนำเข้า อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินหยวนจีน เป็นต้น ทั้งนี้การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯหลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาผสมผสาน ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น สู่โซน 107.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.5-107.3 จุด)
ส่วนของราคาทองคำการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไรทองคำ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) มีจังหวะปรับตัวลดลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ทำให้ราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง และยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 2,890 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากยุโรป เม็กซิโก แคนาดา และจีน อย่างไรบ้าง
ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 8.30 น. ของเช้าวันเสาร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ของจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท การทยอยอ่อนค่าลงของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา จนทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์นั้น ทำให้เรามีมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น โดยเงินบาทเสี่ยงกลับมาอยู่ในแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways เมื่อประเมินตามกลยุทธ์ Trend-Following อย่างไรก็ดี เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้หรือไม่นั้น เรามองว่า ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ทยอยย่อตัวลงสู่โซนแนวรับสำคัญ ซึ่งหากราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 2,870-2,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน ก็อาจสะท้อนว่า ราคาทองคำได้เข้าสู่การปรับฐาน (Correction) เพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นจากโซนดังกล่าวได้ ก็อาจพอช่วยหนุนเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าไปมาก หรืออย่างน้อยก็ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมรับมือ ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาสะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) มีโอกาสแกว่งตัว +0.10%/-0.22% ในช่วง 30 นาที หลังทยอยรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.90-34.25 บาทต่อดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ)