เต้นกันยกใหญ่อีกรอบ! หลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ TI ออกมาเปิดเผยผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือคอร์รัปชัน หรือ Corruption Perception Index: CPI ประจำปี 68 โดยไทยได้คะแนน 33 คะแนน จาก 100 คะแนน ลดลง 1 คะแนน
นอกจากนี้ไทยยังถูกจัดอันดับที่ 116 จากประเทศทั้งหมด 182 ประเทศ ลดลงจากปีก่อนหน้ามากถึง 9 อันดับ หรือลดลงจากอันดับที่ 107 ของโลก
เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่!! ที่ทุกภาคส่วนต้องออกโรงจี้ ออกโรงแจง ออกโรงสาธยาย เพราะการได้คะแนนลดลง และอันดับลดลง เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นภาวะทุจริต ของไทย ที่ยังคงมีปัญหาที่รุนแรง และอยู่ในขั้นวิกฤติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… ในช่วงหลังการเลือกตั้ง ที่พบว่าบรรดามวลชน ต่างออกมาขุด ออกมาคุ้ย ในหลายพื้นที่ ว่าการนับคะแนนไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม

มีการ “โกง” ในเรื่องของการนับคะแนน ในบางพื้นที่ บางจังหวัด อย่างที่เราๆท่านๆ เห็นกันอยู่ ในเมื่อประเทศกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางคำครหาของ “ขี้โกง”
ทุกปี… องค์กร TI จะประกาศผลการจัดอันดับ ดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชัน ตามระดับการรับรู้การทุจริตในภาครัฐ โดยใช้มาตราส่วนตั้งแต่ 0 คือทุจริตสูงมาก ไปจนถึงระดับ 100 คือไม่พบการทุจริตเลย
ในข้อเท็จจริงแล้ว สภาพที่ไม่พบการทุจริตเลย ไม่เคยบังเกิด หรือเกิดขึ้นในประเทศไหนเลยในโลกใบนี้ หรือพูดง่าย ๆ ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น
เพียงแต่จะมีมาก หรือน้อย ก็ว่ากันไป!! ก็เท่านั้น ความบริสุทธิ์ ขาวจั๊วะ 100% ไม่เคยมีอยู่จริงในโลกใบนี้!

ด้วยเหตุนี้ ว่าที่ฯ นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” จึงต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วน เพื่อแสดงท่าที แสดงจุดยืนที่ชัดเจน
“ผมมีความไม่สบายใจเกี่ยวกับค่าคะแนน CPI ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ประเทศ 33 คะแนน ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ สอบตก ต้องเร่งดำเนินการในทุกวิถีทาง” เป็นประโยค ที่ว่าที่นายกฯ สมัยที่ 2 เปิดศูนย์แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ระบายความในใจ
นายกฯหนู ยังขอใช้เรื่องนี้ประกาศ สังคายนา ปฏิรูปวิธีการต่อสู้กับการทุจริตในประเทศไทย ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แถมยังการันตีด้วยว่า รัฐบาลชุดต่อไปจะนำเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อแน่นอน เพราะเป็นปัญหาของชาติ แถมยังกระทบความเชื่อมั่น
ขณะที่ภาคเอกชน ต่างดาหน้า ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ พร้อมออกโรงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ปัญหา เพราะสะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ย่ำแย่ และส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน
ที่สำคัญ!! เมื่อไทยมีอันดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงเวียดนาม ที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้นักลงทุนหันเหเปลี่ยนใจการลงทุน ไปประเทศที่มีต้นทุนที่น้อยกว่าแทน
หากคอร์รัปชันระดับสูงยังคงอยู่ งบประมาณภาครัฐที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อจัดจ้าง อาจรั่วไหลถึง 20-30% ทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เกิดผลเต็มที่
อีกทั้ง…ยังบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การลงทุนภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจึงชะลอตัว ขณะที่การลงทุนภาครัฐก็ล่าช้าจากปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการเบิกจ่าย
ณ เวลานี้ ประเทศไทย กำลังถูกพายุหลายลูกถาโถม เข้าใส่อย่างหนัก เพื่อสะกัดความเชื่อมั่นให้ลดลง อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ ไทยถูกขนานนามจากสื่อต่างชาติยักษ์ใหญ่ ว่าไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แทนที่จะเป็นเสือเศรษฐกิจจากสารพัดปัจจัยเสี่ยง

เมื่อมาเจอกับดัชนีคอร์รัปชั่นที่มีอันดับลดลงเข้าให้อีก ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า นอกจากไทยจะเป็นคนป่วยแห่งเอเชียแล้ว ยังกลายเป็นคนโกงแห่งเอเชีย เข้าให้อีกต่างหาก
เพราะเวลานี้เพื่อนบ้านแซงไทยไปหมดแล้ว ดูอย่างเวียดนาม ได้คะแนน 41 คะแนน อินโดนีเซีย ได้ 34 คะแนน มาเลเซีย ได้ 52 คะแนน ส่วนสิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง สูงสุดในอาเซียน โดยได้มากถึง 84 คะแนน ทีเดียว
ไม่เพียงเท่านี้!! ไทยยังถูกจับตาจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ขยายตัวแตะ 65-66% ของ จีดีพี และนโยบายการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่อง
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ออกโรงเตือนว่า…หากไม่เร่งปฏิรูปและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียอันดับทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตามที่ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ไว้ว่าจะร่วงจากอันดับ 3 ไปอยู่ที่อันดับ 5-6 ในอีก 4 ปีข้างหน้า
เมื่อถึงเวลานั้น…ก็คงต้องตัวใครตัวมัน!
…………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo




















