“อภิสิทธิ์” ยันไม่มอบตัวก่อน ชี้ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ทั้งฝ่ายค้าน–รัฐบาล วางเงื่อนไขชัดไร้ทุนเทา-ไร้ครอบงำ
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงความชัดเจนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า ยังไม่ประกาศจุดยืนเช่นนั้นในเวลานี้ เพราะไม่ต้องการแสดงท่าทีหักหาญเกินจำเป็น อีกทั้งตามกลไกของพรรค การตัดสินใจต้องเป็นมติร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและ สส.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือกันแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ “ไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด” จะไม่ดิ้นรน แต่ก็ไม่ปิดประตู หากมีการติดต่อมาก็พร้อมพูดคุย โดยยืนยันเงื่อนไขสำคัญต่อการร่วมรัฐบาลว่า ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก
เมื่อถูกถามถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยมี “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” จะเข้าข่ายครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดไปถึงจุดนั้น แต่หลักสำคัญคือ การบริหารราชการแผ่นดินต้องปราศจากการแทรกแซงและการครอบงำ พร้อมย้ำว่า หากจะเข้าร่วมรัฐบาล ต้องตอบโจทย์ว่านโยบายใดที่มั่นใจว่าสามารถผลักดันให้สำเร็จได้ ทั้งนี้ พรรคพร้อมทำหน้าที่ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล
สำหรับภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย มีเสียงข้างมากเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แม้ไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วม ก็ยังมีเสียงเกิน 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีราว 210 เสียง จึงมองว่าการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมอาจเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากพรรคเพื่อไทยในอนาคต โดยชี้ว่าพรรคกล้าธรรมมี 58 เสียง ย่อมมีน้ำหนักต่อรองมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง
“หากเพื่อไทยมี 74 เสียง การดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไปอาจยังลำบาก แต่ถ้าเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง จะสามารถหักลบได้เกินครึ่ง หากเกิดปัญหาจริง ภูมิใจไทยก็ไม่สะเทือน” นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมมองว่า ขณะนี้ภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาล เพราะไม่มีพรรคใดตั้งรัฐบาลแข่ง อีกทั้งการอยู่นิ่ง ๆ ยังทำให้มีอำนาจต่อรองสูง
กรณีแกนนำพรรคกล้าธรรมโต้ตอบหลังประชาธิปัตย์ประกาศไม่จับมือ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ไม่ใช่ปัญหา พร้อมตอบกลับว่า “ให้คอยดูเถอะเช่นกัน” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พรรคที่มี 58 เสียง เหตุใดจึงไม่มีใครรุมจีบ
ส่วนคำถามถึงการวางตัวเป็นพรรคกำหนดเกมหลังการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่า ด้วยจำนวน สส. 22 คน ไม่อาจกำหนดเกมได้ แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจมาเท่านี้ ก็พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยภารกิจแรกคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม ย้ำว่าไม่ใช่การใช้กลไกของ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อกลั่นแกล้งฝ่ายใด หากรัฐธรรมนูญกำหนดกลไกตรวจสอบไว้ และพบการกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการ
“หากจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีบุคคลที่ถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองในการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อประเมินทิศทางการเมืองหลังจากนี้ นายอภิสิทธิ์เชื่อว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเรียบร้อยหรืออาจต้องมีการลงคะแนนใหม่บางส่วน ก็ไม่น่ากระทบสมการเสียงในสภาอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจะมีเสถียรภาพเชิงตัวเลขและสามารถผลักดันนโยบายได้ ส่วนจะอยู่ครบวาระหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลเอง หากไม่ทำสิ่งที่ก่อปัญหา ไม่กระทำผิด หรือไม่สะดุดขาตัวเอง ก็มีโอกาสอยู่ครบเทอม
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลถูกมองว่าอยู่รอดปลอดภัยจากการตรวจสอบขององค์กรอิสระ อาจนำไปสู่การสะสมความรู้สึกไม่พอใจในสังคม แม้ไม่ติดใจเรื่องเสียงเกิน 300 เสียง แต่หากอำนาจครอบคลุมไปถึงวุฒิสภา องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมในการใช้อำนาจ
“ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากฝ่ายใด อย่าประมาท หากย่ามใจเพราะมีอำนาจมาก ในที่สุดอาจกลายเป็นจุดพลิกผันและนำไปสู่จุดจบได้” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย




















