“เทพไท” ฟันฉับ รัฐบาลสูตร “แดง-ส้ม-เขียว” เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะ “ปชน.” ที่ประกาศจุดยืนแต่ละครั้ง ไม่เคยบิดพลิ้ว ครั้งนี้ “หน.เท้ง” เคยประกาศไม่ร่วม “กธ.” และมีมารยาทการเมือง ให้สิทธิ์พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน และตอนนี้ยังไม่ถึงทางตัน การจะประกาศชิงตั้งรัฐบาล จะตอบสาธารณชนไม่ได้
เมื่อวันที่ 24 ก.พ.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “รัฐบาลสูตร แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้” มีรายละเอียดว่า…“มีการเสนอสูตรจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแก้เผ็ดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่กำลังเล่นตัวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้สิทธิ์พรรคอันดับหนึ่ง ที่มีคะแนนเสียง 193 เสียง สามารถจัดตั้งรัฐบาล และเลือกพรรคร่วมรัฐบาลได้ ประเภทหล่อเลือกได้ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอสูตรเพื่อชิ่งจัดตั้งรัฐบาลอีกขั้วหนึ่ง คือ สูตร “แดง-ส้ม-เขียว” เป็นการรวมตัวของพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยตกไปเป็นฝ่ายค้าน
ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าหากว่าเป็นการเมืองยุคเก่า ๆ ก็มีความเป็นไปได้ เช่นการเมืองในยุคปี 2518 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เสียงมากที่สุด 114 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มี สส.อยู่ 18 เสียง สามารถรวบรวม สส.ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่การเมืองยุคนี้ เป็นการเมืองยุคใหม่ และมีการประกาศจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ถ้าบิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนจุดยืน ก็จะมี “ดิจิทัล ฟุตพริ้นท์” เป็นหลักฐาน และยืนยันว่า สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ พูดไว้ เป็นอย่างไรบ้าง
การเสนอสูตรตั้งรัฐบาล “แดง-ส้ม-เขียว” ซึ่งจะเป็นปัญหาสำคัญของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะพรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนในแต่ละครั้ง ก็ไม่เคยบิดพลิ้ว เช่น ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว หรือสภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้ประกาศต่อสาธารณะชนว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลในสมัยสภาชุดนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี จากน.ส.แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคประชาชนก็ยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลตามคำที่ประกาศไว้ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ระหว่างที่มีการหาเสียง มีการดีเบตกันบนเวที นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ประกาศว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม
ดังนั้นหลังจากการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ถ้าหากจะมีการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จะเป็นการผิดคำพูด หรือคำที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะชน และอีกประการหนึ่งคือ พรรคประชาชนได้ประประกาศเรื่องมารยาททางการเมือง และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลว่า ต้องให้เกียรติพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากที่สุด ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าหากว่าพรรคการเมืองได้คะแนนอันดับหนึ่ง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองถัดไป
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองที่ได้ สส.มากที่สุด คือพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยกำลังดำเนินการรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่ถึงทางตัน ยังไม่หมดโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาล การที่จะเอาสาเหตุความหมั่นไส้ ความโกรธแค้น หรือการไม่ชอบใจกัน มาชิงจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะชนได้
จึงเชื่อว่าถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรค และจะไปรวบรวมหรือนำเอาพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่ง ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากกว่าเดิมอีก เพราะทางพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็ประกาศจุดยืนบนเวทีดีเบตมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ถ้าจะมาจับมือร่วมรัฐบาลกันเองที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ก็ถือว่าเป็นการเสียสัจจะ ซึ่งทางพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็รักษาสัจจะเป็นสำคัญ
จึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่มีการวิจารณ์วิเคราะห์กัน หรือมีการโยนหินถามทางว่า จะจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรค เพื่อแก้เผ็ดหรือเอาคืนพรรคภูมิใจไทยนั้น เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลสูตรนี้เป็นไปไม่ได้เลย”




















