หน้าแรกHighlightศาลสั่งยึดทรัพย์“บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา”4.7แสน เชื่อมโยงเส้นทางเงิน“เว็บพนันออนไลน์”

ศาลสั่งยึดทรัพย์“บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา”4.7แสน เชื่อมโยงเส้นทางเงิน“เว็บพนันออนไลน์”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ศาลพิพากษาให้ทรัพย์สินอดีตรอง ผบ.ตร. และภรรยา ตกเป็นของแผ่นดิน หลัง ปปง. พบหลักฐานชัด “พ.ต.ท.คริษฐ์” ลูกน้องคนสนิท ใช้บัญชีม้าจ่ายเบี้ยประกันชีวิตแทน ชี้พฤติการณ์ส่อปกปิดอำพรางทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด แม้อ้างเป็นเงินสุจริตแต่หักล้างพยานหลักฐานไม่ได้

วันที่ 25 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 ผู้ร้อง นางศิรินัดดา หักพาล และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ขอให้ยึดทรัพย์สินเงินจำนวน 476,318 บาท ของผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นลำดับมาโดยถูกต้อง พนักงานอัยการผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่ากรณีมีความผิดมูลฐานและผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 กระทำความผิดหรือมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) และความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือไม่ ผู้ร้องมี นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เบิกความว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า  พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ เป็นผู้ใช้บัญชีธนาคารของผู้อื่น เพื่อโอนเงินไปยังบัญชีของบุคคลอื่น เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตของผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ซึ่งบัญชีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ใช้แทนนั้นเป็นผู้ต้องหาร่วมในคดีอาญาที่ 391/2566 สน. เตาปูน ในความผิดร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นทางเสียงอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน นอกจากนั้น พ.ต.ท.คริษฐ์ ยังถูกดำเนินคดีร่วมกับผู้ต้องหารายอื่นในคดีอาญาที่ 468/2566 สน.ทุ่งมหาเมฆ กล่าวหาว่า ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นทางเสียงอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ  สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงินและความผิดฐานเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยประการที่รู้หรือคนรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 

และในช่วงระยะเวลาที่มีพฤติกรรมกระทำความผิดตรวจสอบพบธุรกรรมการโอนเงินจำนวนมากเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคดีอาญาอื่น การที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้บัญชีผู้อื่นจะทำธุรการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนย่อมส่อเจตนาไม่สุจริตและปกปิดอำพรางทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สุจริต กรณีจึงปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเบี้ยประกันภัยจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ได้เวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ชำระเบี้ยประกันโดย พ.ต.ท.คริษฐ์ ผ่านทางบัญชีธนาคารของบุคคลทั้ง 3 รายดังกล่าว บ.เอไอเอ จำกัด ได้โอนเงินเวนคืนกรมธรรม์เข้าบัญชีธนาคารดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเป็นปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเงินในบัญชีธนาคารตามคำร้องจำนวน 476,318 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกิดขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 มีความเกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่เห็นว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ กับพวกยังตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประกอบกับตามทางไต่สวนได้ความว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ ได้ใช้บัญชีธนาคารของบุคคลอื่นในลักษณะบัญชีตัวแทนและมีเงินหมุนเวียนสูงถึงหลักล้านบาทมาโดยตลอด จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวิสัยของบุคคลทั่วไปที่ทำธุรกรรมทางการเงินโดยสุจริต พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจย่อมรู้หรือควรรู้ว่าการใช้บัญชีของบุคคลอื่นในลักษณะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใดและเป็นการละเมิดต่อกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าพ.ต.ท.คริษฐ์เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) หรือความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 มาก่อน 

เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนรับฟังได้ต่อมาว่า พ.ต.ท.คริษฐ์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้คัดค้านที่ 2 และได้ทำหน้าที่เป็นนายเวรหรือผู้ช่วยส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 2 และเป็นบุคคลซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ได้ไว้วางใจดังจะเห็นได้จากการที่ผู้คัดค้านที่ 2 มอบเงินสดจำนวนมากเพื่อให้ พ.ต.ท.คริษฐ์นำไปชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆของผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 รวมถึงเบี้ยประกันชีวิตซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 พฤติการณ์บ่งชี้ว่าพ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 มากกว่าเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาทั่วไป

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้ค้านที่ 1 และ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) หรือความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาก่อน 

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่าทรัพย์สินจำนวน 3 รายการตามบัญชีรายการทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) หรือความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลรับฟังข้อเท็จจริงข้างต้นแล้วว่าผู้ค้าที่ 1 และ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดตามมูลฐานมาก่อน เมื่อได้ความจากทางไต่สวนว่าบัญชีธนาคารซึ่งใช้รับเงินจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เงินในบัญชีดังกล่าว จึงมีเงินส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานรวมอยู่ด้วย แม้เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 จะมอบให้กับ พ.ต.ท.คริษฐ์จะเป็นเงินที่สุจริต แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่า เงินที่ได้รับการเวนคืนจาก บ.เอไอเอ จำกัด แล้วนำไปเข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 เงินส่วนใดบ้างที่เป็นเงินมาจากบัญชีของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อันเป็นความผิดมูลฐานรวมอยู่ด้วย และเงินส่วนใดบ้างเป็นเงินที่สุจริตไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวนเท่าใด เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนและพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และ 2 ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทรัพย์สินรายการที่ 1-3 เป็นทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน 3 (9) และความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1-3 ตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย ล.10 พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 49 และมาตรา 51 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img