หน้าแรกHighlight‘ดร.นพดล’ชี้ไทยต้องบริหาร 3 แกนหลักเอาชนะ‘ตื่นตระหนก’วิกฤติสู้รบตอ.กลาง

‘ดร.นพดล’ชี้ไทยต้องบริหาร 3 แกนหลักเอาชนะ‘ตื่นตระหนก’วิกฤติสู้รบตอ.กลาง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ผศ.ดร.นพดล วิเคราะห์สงครามอิสราเอล–อิหร่าน แม้ไทยไม่อยู่ในสมรภูมิ แต่กระทบถึงราคาพลังงาน การค้า และความเชื่อมั่น ย้ำหัวใจสำคัญไม่ใช่สงครามจะจบเมื่อไร หากคือไทยจะบริหารผลกระทบอย่างมีวินัยข้อมูล การเงิน และการสื่อสารได้เพียงใด

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี

สงครามอิสราเอลกับอิหร่านในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวในยุคโลกาภิวัตน์ น้ำมันหนึ่งบาร์เรลอาจผลิตที่อ่าวเปอร์เซีย แต่ราคาที่เราจ่ายอยู่ที่ปั๊มน้ำมันไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อันตรายกว่าสงคราม คือ “ความตื่นตระหนก” เพราะตลาดพังได้จากข่าวลือ ก่อนที่เรือบรรทุกน้ำมันจะหยุดแล่นเสียอีก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า สงครามจะจบเมื่อไร แต่คือ ประเทศไทยบริหารผลกระทบได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ 3 แกนหลัก

  1. แกนแรก: เสถียรภาพความเชื่อมั่น

ตลาดต้องเห็นข้อมูลที่ชัดเจน สต็อกพลังงานต้องโปร่งใส แผนสำรองต้องอธิบายได้ เพราะในโลกยุคดิจิทัล ความคลุมเครือสร้างความผันผวนเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยมีบทเรียนต่างประเทศ ในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน หลายประเทศยุโรปสามารถควบคุมความตื่นตระหนกได้ เพราะยุโรปมีมาตรการเพิ่มความมั่นคงพลังงานหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน เช่นกรอบการกักเก็บก๊าซและมาตรการตลาดพลังงาน ทำให้ตลาดมีกรอบคาดการณ์ได้มากขึ้น แม้ราคายังผันผวน

สำหรับบทเรียนของไทย ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2551 และช่วงโควิด-19 ไทยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการบริหารสต็อกเชิงรุก ช่วยลดแรงกระแทกในประเทศ ทำให้ไม่เกิดภาวะขาดแคลนหรือการกักตุนเป็นวงกว้าง เพราะไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการบริหารราคา/ปริมาณ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกราคาและเสถียรภาพตลาดภายในประเทศ สิ่งนี้สะท้อนว่า เมื่อข้อมูลชัด ความกลัวจะลดลง และเมื่อความกลัวลดลง ตลาดจะนิ่งขึ้น

  1. แกนที่สอง: การดูดซับแรงกระแทกทางการค้า

ค่าระวางเรือและประกันภัยอาจปรับขึ้น แต่ไม่ควรพุ่งกระชากจน SME ล้ม ประเทศที่บริหารต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป จะรักษาคำสั่งซื้อและความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ ตัวอย่างต่างประเทศ ที่เห็นได้ชัดเจนคือ สิงคโปร์ในช่วงโควิดใช้มาตรการช่วยสภาพคล่องธุรกิจและรับประกันสินเชื่อ/สินเชื่อภายใต้โครงการรัฐ ทำให้บริษัทขนส่งและผู้ส่งออกยังเดินหน้าต่อได้ แม้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด

สำหรับ ตัวอย่างของไทย ไทยเคยบริหารความผันผวนของค่าเงินบาทและต้นทุนพลังงานในหลายวิกฤต ไทยมีประสบการณ์ใช้เครื่องมือด้านสภาพคล่อง/สินเชื่อเพื่อประคองธุรกิจในช่วงวิกฤต และใช้การประสานงานรัฐ–เอกชนเพื่อลดแรงกระแทกต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน บทเรียนคือ ต้นทุนอาจเพิ่มได้ แต่ต้องไม่ “กระชากจนล้มทั้งระบบ”

  1. แกนที่สาม: ศักดิ์ศรีของรัฐคือการดูแลประชาชน

คนไทยในต่างแดนต้องรู้สึกว่า มีสายด่วน มีระบบติดตาม มีแผนอพยพ และมีรัฐที่ตอบสนองเร็ว เพราะในวิกฤต ความเร็วคือความมั่นคง โดยมี ตัวอย่างต่างประเทศที่หลายประเทศเร่งช่วยเหลือและอพยพ/ขนย้ายพลเมืองออกจากยูเครนในปี 2022 ผ่านการประสานงานทางการทูตและช่องทางคมนาคมหลายรูปแบบ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img