รองนายกรัฐมนตรีและ สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ระบุเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่เป็นอำนาจผู้บริหารพรรคและนายกฯ ย้ำขั้นตอนต้องเดินตามกระบวนการรัฐสภา พร้อมชี้สถานการณ์โลกผันผวน จำเป็นต้องมีรัฐบาลเต็มอำนาจรับมือผลกระทบ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 มี.ค. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้า ว่า เรื่องของตำแหน่งเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรค ซึ่งต้องรอนโยบายและการตัดสินใจจากผู้บริหารพรรคอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนแรกในขณะนี้คือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ก่อน ส่วนกระแสข่าวที่ว่ารัฐมนตรีหลายคนอาจได้นั่งตำแหน่งเดิมนั้น นายสุชาติกล่าวว่า หากผู้บริหารพรรคมอบหมายให้ทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ทุกคนก็มีความพร้อมในทุกตำแหน่งตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของผู้ใหญ่ในพรรค โดยต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณาแต่งตั้งแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อถามถึงไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาล นายสุชาติกล่าวว่า คาดการณ์ว่าหลังจากมีการรายงานตัวของ สส.บัญชีรายชื่อแล้ว หากมี สส.มารายงานตัวครบประมาณ 95% หรือราว 475 คน ก็สามารถเปิดประชุมสภาได้ ซึ่งถือเป็นกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นกำหนดการเปิดประชุม การเลือกนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนโอกาสที่จะได้ทำงานในตำแหน่งเดิมหรือได้รับมอบหมายตำแหน่งใหม่นั้น นายสุชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีให้โอกาสและให้อิสระในการทำงาน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม เรื่องตำแหน่งในอนาคตยังเป็นเพียงการคาดการณ์ จึงไม่อยากให้มองในแง่ของการยึดติดกับตำแหน่ง แต่ควรมองถึงอำนาจการแต่งตั้ง ครม. และความเหมาะสมของรัฐบาลเป็นสำคัญ
นายสุชาติกล่าวอีกว่า ในขณะนี้สถานการณ์โลกมีความไม่ปกติหลายด้าน จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม เพราะหากยังอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ การดำเนินงานบางเรื่อง โดยเฉพาะงบประมาณและงบกลาง อาจทำได้จำกัด
ทั้งนี้ หากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมีอำนาจเต็ม จะสามารถจัดตั้งทีมบริหารและใช้งบประมาณฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งด้านการส่งออกและพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด.



















