“เทพไทรายวัน” โชว์ “รัฐบาล ภท.” ประกาศ “หนุนรวมก.วัฒนธรรม-ก.ท่องเที่ยว” เหตุมีลักษณะ-เนื้องานที่ใกล้เคียงกัน ไม่ทำให้เกิดความซับซ้อนเรื่องงบประมาณ แต่โดด “ค้านปลดล็อกวาระผู้บริหารท้องถิ่น” ชี้หลักสากลควรดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เชื่อต้องการเอาใจผู้บริหารท้องถิ่น และหวังผลทางการเมือง
เมื่อวันที่ 10 มี.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “หนุนรวมกระทรวงวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว ค้านปลดล็อกวาระผู้บริหารท้องถิ่น” มีรายละเอียดว่า…“ในวงสัมมนาสส.ใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยถึงการผลักดันกฎหมายหลายฉบับ หลักจากพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว ในจำนวนกฎหมายหลายฉบับ ที่พรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันให้สำเร็จโดยเร็ว ในห้วงเวลา 6 เดือน
ซึ่งมีกฎหมายฉบับหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าควรสนับสนุน และผมเคยเสนอความเห็นนี้มาหลายครั้ง แต่ไม่มีฝ่ายใดตอบรับ นั่นก็คือ การออกกฏหมายเพื่อควบรวมกระทรวง ทบวง กรม คือ การรวมกระทรวงการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพราะ 2 กระทรวงนี้ มีเนื้องานและมีลักษณะของโครงการ การทำงานที่ใกล้เคียงกัน การแบ่งออกเป็น 2 กระทรวง จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในเรื่องงบประมาณ และทำให้การทำงานในเรื่องการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ไม่เป็นเอกภาพ การมารวมกันเป็นกระทรวงเดียวกันจะเป็นผลดี
ส่วนการกีฬาที่เคยอยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยว ก็สามารถแยกออกมาเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง และถ้าหากเห็นว่ากระทรวงกีฬา มีหน่วยงานในกำกับจำนวนน้อย ก็สามารถโอนเพิ่มหน่วยงานในระดับกรม ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน เข้ามาอยู่ในกระทรวงได้ เพื่อให้เป็นกระทรวงการกีฬาและกิจการเยาวชน ซึ่งกฎหมายการควบรวมกระทรวง ทบวง กรม ที่พรรคภูมิใจไทยต้องการจะผลักดันให้สำเร็จช่วงเวลา 6 เดือน
ส่วนตัวสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าควรจะทำให้สำเร็จ ตั้งแต่ในยุค คสช. ซึ่งผมเคยเสนอว่า ให้ใช้ ม.44 ควบรวมกระทรวง ทบวง กรม จากกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา แบ่งออกเป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กับกระทรวงกีฬาและเยาวชน ซึ่งสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะในยุค คสช. มาตรา 44 มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่จำเป็นต้องไปออกกฏหมาย หรือร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่มีความสลับซับซ้อนและทำให้เสียเวลา
แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีแนวทางจะจัดการกับกระทรวง โดยแยกเป็นกระทรวงท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม และแยกกระทรวงกีฬาต่างหาก นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ที่พรรคภูมิใจไทยพยายามผลักดันมาก่อนหน้านี้ และได้ตกไปหลังจากยุบสภาแล้ว คือการปลดล็อคผู้บริหารท้องถิ่น ที่เป็นผู้บริหารได้ไม่เกิน 2 สมัย พรรคภูมิใจไทยกำลังจะเสนอปลดล็อคให้ผู้บริหารท้องถิ่น สามารถดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยไม่จำกัดวาระ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย และคัดค้านมาโดยตลอด เพราะการปลดล็อคให้ผู้บริหารท้องถิ่นอยู่ในวาระไม่จำกัด เป็นการสร้างอิทธิพลทางการเมือง และเป็นการผูกขาดอำนาจทางการเมืองท้องถิ่น เป็นการสืบทอดทายาททางการเมือง และเป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้ในการวางเครือข่ายหัวคะแนน และการสะสมทุนเพื่อใช้ในการซื้อเสียง
จึงเห็นว่า โดยหลักสากลการเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง สามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เพราะฉะนั้นหลักการนี้ควรดำรงอยู่ แต่พรรคภูมิใจไทยกำลังเอาใจผู้บริหารท้องถิ่น จึงเสนอแก้ไขกฎหมายให้เป็นการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นโดยไม่จำกัดวาระ ซึ่งเห็นว่า ขัดต่อหลักการการเลือกผู้บริหารโดยตรง ซึ่งผมไม่เห็นด้วยและจะแสดงจุดยืนคัดค้านเรื่องนี้ต่อไป
จึงอยากให้พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล ได้ทบทวนเรื่องการปลดล็อควาระผู้บริหารท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง แต่สนับสนุนผลักดันให้มีการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม กับกระทรวงการกีฬาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด”



















