นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่รัฐสภา ติดตามผลกระทบด้านพลังงาน ด้านรองนายกฯ ระบุสต็อกน้ำมันดิบยังเพียงพอกลั่นได้กว่า 90 วัน ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการขนส่งและความต้องการหน้าปั๊มที่เพิ่มขึ้น พร้อมย้ำต้องสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
เมื่อเวลา 11.55 น. วันที่ 15 มีนาคม ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบด้านพลังงาน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงคณะกรรมการ ศบก. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. ติดภารกิจตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุง จึงเข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายเอกนิติ กล่าวในที่ประชุมว่า สถานการณ์น้ำมันดิบของประเทศยังมีปริมาณเพียงพอ โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานยืนยันว่าสามารถนำมากลั่นใช้ได้อย่างน้อย 90 วัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการด้านการขนส่งและการสื่อสารข้อมูลกับประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ
นายเอกนิติ เปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวคล้ายกับกรณีตู้เอทีเอ็มที่บางแห่งอาจมีเงินสดหมดชั่วคราว แต่ในระบบยังมีเงินเพียงพอ เพียงต้องบริหารจัดการการเติมเงินให้เหมาะสม เช่นเดียวกับน้ำมันที่ยังมีอยู่ในระบบ เพียงแต่ต้องจัดการด้านโลจิสติกส์และการกระจายให้ทั่วถึง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ ทั้งจากปั๊มพีทีที บางจาก และผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญ ได้ยืนยันตรงกันว่าน้ำมันยังมีปริมาณเพียงพอ ไม่ได้ขาดแคลนตามที่เกิดความกังวลในสังคม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ความต้องการใช้น้ำมันที่หน้าปั๊มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนอกจากประชาชนทั่วไปที่มาเติมตามปกติแล้ว ยังมีภาคอุตสาหกรรมบางส่วนที่หันมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการ ทำให้ภาพรวมการใช้น้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้น จนทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความกังวลว่าน้ำมันอาจใกล้หมด
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการมี 3 ประการ ได้แก่
การสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ
การมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ โดยติดตามสถานการณ์พื้นที่ที่มีความต้องการสูงและเร่งเติมน้ำมันให้ทันต่อความต้องการ
การจัดการความต้องการใช้น้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอให้มีช่องทางบริหารจัดการแยกจากภาคประชาชน
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ได้เสนอในที่ประชุมว่า ควรมีการจัดระบบการบริหารจัดการน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันหรือแย่งใช้น้ำมันกับประชาชนทั่วไปที่สถานีบริการน้ำมัน



















