“อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำสถานการณ์พลังงานไทยยังปกติ เติมน้ำมันได้ตามปกติ พร้อมกำชับหน่วยงานรัฐเร่งสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริง ลดความสับสนในสังคม ด้านผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ยืนยันสต็อกยังเพียงพอ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มองวิกฤตเป็นโอกาสขยายตลาดอาหารไทยสู่ตะวันออกกลาง
เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 15 มี.ค. ที่ห้องประชุมชี้แจงคณะกรรมาธิการฯ (สส.) ห้อง CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 เพื่อติดตามผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย
การประชุมครั้งนี้มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เข้าร่วม ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายอนุทินกล่าวภายหลังการประชุมว่า สถานการณ์พลังงานของประเทศยังไม่มีภาวะวิกฤต การเติมน้ำมันตามสถานีบริการยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยไม่เคยประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของประชาชนบางส่วนเกิดจากข่าวสารที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าประเทศอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเพียงแนวทางการบริหารจัดการภายในของบริษัทผู้ค้าน้ำมันบางแห่ง
นายกฯ ระบุว่า ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน พร้อมเชื่อว่าหากผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ร่วมกันชี้แจงข้อเท็จจริง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าปริมาณน้ำมันของประเทศยังมีเพียงพอ และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ค้าน้ำมันให้บริหารการจำหน่ายอย่างเหมาะสม หากพบการซื้อน้ำมันในปริมาณมากผิดปกติ เช่น การนำรถบรรทุกหรือถังขนาดใหญ่เข้ามาซื้อเพื่อกักตุน อาจใช้ดุลยพินิจจำกัดการขาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการตามปกติ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้แยกช่องทางการจัดหาน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรมหรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยจัดส่งผ่านระบบขายส่งหรือเติมในถังของหน่วยงานโดยตรง เพื่อลดความแออัดในสถานีบริการน้ำมัน
นายอนุทินย้ำว่า หน่วยงานด้านพลังงานของไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง และมีการเจรจาจัดหาก๊าซและเชื้อเพลิงจากประเทศนอกภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ
“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน และยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันในระยะใกล้” นายอนุทินกล่าว
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยว่า ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่าสต็อกน้ำมันของประเทศยังมีเพียงพอ พร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการการขนส่งและการเติมน้ำมันในบางสถานีบริการให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาความแออัดจากการเติมน้ำมันในช่วงที่มีความตื่นตัวของประชาชน
ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ยังมีโอกาสทางการค้าสำหรับประเทศไทย โดยหลายประเทศในภูมิภาคดังกล่าวมีความต้องการสินค้าอาหารและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารและอาหารแปรรูป
อย่างไรก็ตาม การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาหารือกับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อเปิดโอกาสให้เรือสินค้าจากไทยสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้ หากการเจรจาประสบผลสำเร็จ ไทยจะสามารถขยายการส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดตะวันออกกลางได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำเข้าพลังงานหรือปุ๋ยจากภูมิภาคดังกล่าวกลับมายังประเทศไทยได้ด้วย
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า การเติมน้ำมันตามสถานีบริการทั่วประเทศยังดำเนินการได้ตามปกติ โดยตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่เคยประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลน
ทั้งนี้ ความกังวลส่วนหนึ่งเกิดจากการซื้อน้ำมันในปริมาณมากเพื่อกักตุน รวมถึงข่าวสารที่คลาดเคลื่อนในสื่อออนไลน์
จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการพลังงานเร่งสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงต่อประชาชน พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันและก๊าซจากหลายแหล่งทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดวิกฤตพลังงานในระยะใกล้
นายอนุทินกล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า รัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลสถานการณ์พลังงานและความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางในการจัดหาเชื้อเพลิงและสิ่งจำเป็นให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานการณ์โดยรวมยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติ



















