หน้าแรกCOLUMNISTSลุ้นศักยภาพ“อนุทิน”ฝ่าวิกฤติพลังงาน หากแก้ล้มเหลว…..“กรรมเก่า”รอซ้ำ!!!

ลุ้นศักยภาพ“อนุทิน”ฝ่าวิกฤติพลังงาน หากแก้ล้มเหลว…..“กรรมเก่า”รอซ้ำ!!!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

การเมืองไทยมักเป็นเรื่องที่ยากประเมิน หลายครั้งมีปัจจัยภายใน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่บางทีปัจจัยภายนอก ก็ทำให้เกิดผลกระทบได้เช่นเดียวกัน ดูอย่าง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ภายหลังการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) คว้าชัยชนะได้สส.ถึง 191 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคได้อันดับ 2 ประชาชน (ปชน.) เกือบ 70 ที่นั่ง 

ดังนั้นอะไร ๆ ก็ดูเหมือนจะราบรื่น ยิ่งใครติดตามความเคลื่อนไหวของนายกฯ คนที่ 32 ต่างก็รับรู้มีผู้มากบารมีคอยให้การสนับสนุน และถูกยกให้เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่สามารถเอาชนะพรรคเสรีนิยมได้เป็นครั้งแรก จึงถูกยกให้เป็นความหวัง อีกทั้งกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69   เพียงแค่ 1 เดือนกว่าก็ผ่านขั้นตอน ได้นายกฯ อย่างเป็นทางการ อยู่ในช่วงการนำเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ โดยมีพรรคหลักประกอบด้วย ภท. และ เพื่อไทย (พท.) และมีพรรคพรรคเล็กมารวมสนับสนุนมีเสียงรวมกว่า 290 เสียง ในขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น แต่พอเกิดวิกฤติพลังงาน สถานการณ์ต่าง ๆ ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไป

โดยเป็นผลพวงมาจากสงคราม ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง หลังจาก “สหรัฐ-อิสราเอล” รุมถล่ม “อิหร่าน” ซึ่งผ่านมาเกิน 3 สัปดาห์ แต่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติลง อีกทั้งอิหร่านยังใช้วิธีการตอบโต้คู่ขัดแย้ง โดยปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันไปในพื้นที่ต่าง ๆ ในโลก และยังโจมตีประเทศต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ซึ่งหลายประเทศเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่กระจายไปสู่ตลาดโลก เลยส่งผลทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาร์เรล จนส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยก็หนีไม่พ้นกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ที่หนักว่านั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น มีภาพปรากฏขึ้นประชาชนแห่ไปเข้าคิวรอการเติมน้ำมัน แต่มีปัญหาคือน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะ “ดีเซล” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคการขนส่งและภาคการผลิต

ขณะที่ “นายอนุทิน” ได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) และลงนามในคําสั่งกําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกัน ภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ.2569 ให้กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการปกครอง คอยไปจัดการดําเนินคดีกับผู้ที่เข้าลักษณะการกักตุนน้ำมัน กักตุนสินค้า โดยที่ไม่มีเหตุจําเป็นที่จะต้องทําอย่างนั้น รวมทั้งยังออกคำสั่ง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569

ใจความว่า โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มี.ค.2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชน และผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1.คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 2.ให้ยกเลิกความในข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569

ขณะที่คำให้สัมภาษณ์ของ “นายอนุทิน” เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 กรณีปัญหากรณีปัญหาน้ำมันล่องหน 10,000 ลิตร ว่า ขณะนี้กำลังไล่แกะข้อมูลกันอยู่ แต่ขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน ส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบยังมีสภาพเป็นปกติ ไม่ได้ลดกำลังการผลิต และผลผลิตที่มีการกลั่นออกมาก็เป็นปกติ เพียงแต่ช่วงนี้มีความวิตกกังวลของประชาชน จึงมีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10 กว่าล้านลิตร เราก็ต้องไปหาตรงนี้ให้ได้ และต้องบริหารอย่าให้ประชาชนวิตกกังวลตรงนี้ รวมทั้งต้องทำให้ระบบ

เมื่อถามว่าตอนนี้ได้เจอไอ้โม่งแล้วหรือยัง นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า “ไอ้โม่งทำอะไร” ผู้สื่อข่าวจึงตอบกลับว่า ไอ้โม่งที่มีการกักตุนน้ำมันที่ได้ผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มี ยังไม่มีคำว่าไอ้โม่ง มันมีการมาตุนน้ำมันโดยประชาชนที่มีความกังวลอยู่ในระดับหนึ่ง” จากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 67,000,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 84,000,000 ลิตรต่อวัน ทั้งที่กำลังการผลิตเท่าเดิม และยังไม่มีปัญหาการนำเข้า เพราะฉะนั้นต้องมาบริหารสถานการณ์ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าน้ำมันไม่ได้ขาด ไม่ได้มีการขาดแคลน ไม่ต้องกักตุน 

หลังจากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ปรากฏเป็นข่าวออกไป ทำให้มีเสียงวิจารณ์ในทางลบ เหมือนผู้นำรัฐบาลโยนความผิดไปประชาชน อ้างว่าน้ำมันเกิดปัญหาขาดแคลน เพราะชาวบ้านแห่ไปเติมน้ำมันมากกว่าปกติ ทั้งที่หลายปั้มมีน้ำมันให้บริการไม่เพียงพอ จึงทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นวิตก อีกทั้งสถานบริการขายน้ำมันในหลายจังหวัด ก็จำกัดการขาย ซึ่งขัดกับคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้ารัฐบาล นอกจากนี้ตามผลสะท้อนความคิดเห็นประชาชน ที่ผ่านทางโพลสำนักดัง ก็ตอกย้ำถึงศักยภาพของรัฐบาล กับการแก้ไขปัญหาปมร้อน อย่าลืมว่าน้ำมันถือเป็นปัจจัยสำคัญ กับการผลิตสินค้า หากเกิดปัญหาขึ้น ย่อมมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค.69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศเมื่อสอบถามถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีแนวโน้มวิตกกังวล โดยร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนก และร้อยละ 17.71 ตื่นตระหนกมาก ขณะที่ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก และร้อยละ 23.89 ไม่ตื่นตระหนกเลยในประเด็นความมั่นใจต่อรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีที่มีข้อมูลระบุว่า “น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน” (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569) และความสามารถของรัฐบาลในการหาน้ำมันเพิ่มเติม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.28 ไม่มั่นใจทั้งสองประเด็น คือ ไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ รองลงมา ร้อยละ 28.93 มั่นใจว่าน้ำมันสำรองจะพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ ร้อยละ 16.72 ไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ และร้อยละ 9.54 มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้

เมื่อสอบถามถึงการวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึง หากวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่ยุติ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางนั้น พบว่า ร้อยละ 14.80 ตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่ยังคงเดินทาง แบ่งเป็น ร้อยละ 12.06 ดำเนินการตามแผนการเดินทาง ที่วางไว้ตามปกติ ร้อยละ 9.62 ยังคงเดินทาง แต่จะปรับเปลี่ยนวิธีการเดินทาง ร้อยละ 2.98 ยังคงเดินทาง แต่ปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทาง ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทาง แต่ปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง

ส่วน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,456 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากเห็นบทบาทของฝ่ายรัฐบาลในการบริหารจัดการ ในภาวะวิกฤติได้ดี ร้อยละ 72.94 และค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 39.15 ด้านฝ่ายค้านอยากให้ตรวจสอบรัฐบาล อย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ร้อยละ 75.62 โดยค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน ร้อยละ 50.83 ทั้งนี้สิ่งที่อยากบอกนายกฯ อนุทิน คือ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงและวิกฤติพลังงาน ร้อยละ 44.71

จากผลของ “นิด้าโพล” ช่วยตอกย้ำความคิดเห็นประชาชน ที่ไม่มั่นทั้งสองประเด็นทั้ง “น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน” และความสามารถของรัฐบาลในการหาน้ำมันเพิ่มเติมอีกทั้งยังไม่มีแผนเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบ กับความคาดหวังของภาครัฐ ที่หวังใช้เทศกาลสำคัญ มาช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเมื่อไม่เป็นไปตามนั้น ย่อมทำให้การคาดหวังของภาครัฐ มีปัญหาเกิดขึ้นทันที และจะส่งผลกระทบกับอัตราเจริญโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศในอนาคต   

ขณะที่เมื่อวันที่ 23 มี.ค. “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม แถลงผลประชุม ศบก.ว่า ที่ประชุมได้หารือกับผู้ค้าตามมาตรา 7 หรือผู้ค้ารายใหญ่ทุกบริษัท ถึงกรณีที่มีภาพข่าวที่เห็นกันในแต่ละวันที่อาจมีความโกลาหลและความตื่นตระหนก จากการที่สถานีบริการไม่มีน้ำมันจ่ายให้เมื่อเข้าไปเติม ขอแจ้งให้คนไทยทราบว่า แต่ละวันโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 นำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่สถานีบริการต่าง ๆ เกือบ 10,000 สถานี จากอดีตวันละประมาณ 67 ล้านลิตร ขณะที่ช่วงระยะนี้ค่าเฉลี่ยความต้องการใช้น้ำมันประมาณ 82-84 ล้านลิตรต่อวัน ยังไม่เพียงพอกับผู้ใช้ในประเทศ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องนี้ นายกฯ ได้ลงนามคำสั่งนายกฯ ที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ให้งดเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่น ในวันที่ 31 มี.ค. เพิ่มขึ้น 5% และวันที่ 30 เม.ย. เพิ่มขึ้นอีก 1.5% รวมจะมีน้ำมันสำรองประมาณ 3% และให้คงมีน้ำมันสำรองไว้ที่ 1% เหมือนเดิมจากก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามภายในสัปดาห์นี้ จะได้เห็นว่าไม่มีสถานีบริการใด ที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทรับทราบพร้อมให้ความร่วมมือ และพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ขณะที่โรงกลั่นจะจัดการการกลั่นให้ได้ 100% เพื่อบรรเทาและผ่อนคลายให้ผู้ใช้มีน้ำมันเพียงพอ

จากนี้ต้องรอดู จะเห็นบรรยากาศ คนไปทยอยเข้าคิวรอเติมน้ำมันตามปั้มต่าง ๆ อีกหรือไม่ เพราะถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ ถ้าหากไม่เป็นไปตามภาครัฐแถลง ยอมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และจะทำให้ความตื่นตระหนกของประชาชนมากขึ้น

ด้าน “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินวิกฤตครั้งนี้ถือเป็น “ระลอกใหม่” ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ประเทศไทยจะยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานราว 100 วัน แม้ภาครัฐยืนยันความพร้อมในการดูแลสถานการณ์ แต่ปัจจัยด้าน “ขาดความเชื่อมั่น” กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดพฤติกรรม กักตุนน้ำมันในหลายภาคส่วน ซึ่งการกักตุนดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในภาคครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคเกษตรที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้เกิดอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์พลังงานดูตึงตัวมากขึ้น ทั้งที่ในเชิงปริมาณยังไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง

ประธานส.อ.ท.ยังยอมรับว่า เพดานราคาดีเซลที่ 33 บาท คือระดับที่ธุรกิจยังพอรับมือได้ แต่หากราคาขยับขึ้นเกิน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนราคาดีเซลทะลุ 35 บาท จะถือว่าเกินขีดความสามารถในการทนทานของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่บอบบางกว่าใครเพื่อน เพราะต้องซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ในราคาที่สูงกว่าปกติอยู่แล้ว หากราคาน้ำมันขยับขึ้นทุก 4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะพุ่งสูงถึง 15-20% และดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวขึ้นอีก 6-8% ทันที และหากราคาน้ำมันโลกทรงตัวอยู่ที่ 100-125 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ฯ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจถูกฉุดร่วงเหลือเพียง 1.1-1.3% เท่านั้น สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนด้านพลังงานอย่างหนัก

ที่สำคัญย้อนไปดูการเมืองบ้านเราในอดีตที่ผ่านมา เวลาารัฐบาลไหนเผชิญวิกฤติศรัทธา ก็มักจะถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการเมือง โดยจุดเสี่ยงที่กระทบต่อความเชื่อมั่น พรรคภท.คือ “คดีเขากระโดง” และ “ฮั้วสว.” ซึ่งคดีหลังมีข่าว อาจจะมีการปลดล็อกในคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ หรือกรณี “บัตรเลือกตั้ง” ปรากฏ “บาร์โค้ด” บนบัตร จากการ “ถอดรหัส” จากคนบางกลุ่ม สามารถสืบย้อนไปถึง “ต้นขั้ว” บัตรได้

ดังนั้นหากประกอบ “จิ๊กซอว์” ครบ 3 ส่วนคือ “ต้นขั้วบัตร-ใบลงคะแนน-รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” อาจสามารถรู้ได้ว่า ใครลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส่อทำให้การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 85 หรือไม่ ซึ่งศาลรธน.มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยสั่งให้ กกต. ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรธน.ภายใน 15 วัน และให้ผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียก

จากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับศักยภาพของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้ารัฐบาล จะสามารถฟันฝ่าวิกฤติที่รุมเร้าประเทศไปได้หรือไม่ เพราะถ้าล้มเหลว เรื่องร้อน ๆ ที่เป็นปัญหาในอดีต อาจย้อนกลับมาสร้างวิบากกรรม กลายเป็นผู้นำที่หลุดจากอำนาจ เหมือนที่หลายคนเคยประสบชะตากรรมในทางร้าย ให้ได้เห็นมาแล้ว

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย…“แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img