“น้ำมันแพง”ยิ่งกว่าวิกฤติ! 7 มาตรการแก้แค่จิ๊บ ๆ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

หนักหนาสาหัสกันจริง ๆ กับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่กำลังแพงขึ้น จากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่รู้ทิศทางว่าจะไปทางไหนต่อ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมยุติสงครามไปก่อน

แต่ความแน่นอน! ก็คือความไม่แน่นอน นั่นแหล่ะ ซึ่งสุดท้าย…ก็ต้องรอดูว่าการแย่งชิงการเป็นผู้นำโลกของประธานาธิบดีทรัมป์ จะไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่

ณ เวลานี้ ต้องยอมรับว่า พิษของราคาน้ำมัน ก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่ท่าทีของนายอนุทิน เอง ที่ปรากฎต่อหน้าสื่อ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประชาชนคนไทยกำลังห่อเหี่ยว

เพราะ…ไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันแพง เท่านั้น แต่!! ปัญหาคือ…หาน้ำมันเติมไม่ได้ ที่กำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่ต่อให้รัฐบาล “ลักหลับ” ขึ้นราคาทีเดียวพุ่งพรวดถึงลิตรละ 6 บาท สุดท้าย…ก็ยังหาน้ำมันเติมไม่ได้อยู่ดี

ต้องยอมรับว่า…การกระชากขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาทถือเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย จนทำให้เสียงด่ากันขรมกันไปทั้งประเทศ ซึ่งน่าจะกลายเป็นผลงานของรัฐบาล ที่คนทั้งประเทศต้องจดจำไปจนวันตายกันทีเดียว


จนสุดท้ายรัฐบาลต้องเรียกประชุมครม.นัดพิเศษ เพื่อประกาศแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า จนต้องคลอด 7 มาตรการออกมา

ทั้งการเปิดช่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว ทั้งการควักเงินจากงบกลางที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดออกมาอีกประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อเข้ามาดูแลกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มเงินให้อีกคนละ 100 บาท

หรือการออกคูปองน้ำมันเพื่อช่วยเหลือภาคขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ การออกมาตรการธงเขียว เพื่อช่วยเหลือเรื่องปุ๋ยให้กับเกษตรกร การส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20

รวมไปถึงการงัดมาตรการเดิม ๆ อย่างการใช้ “ซอฟต์โลน” 10,000 ล้านบาท เพื่อเข้ามาเสริมสภาพคล่อง ทั้งซัพพลายเชนที่ได้รับผลกระทบและเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

แต่สุดท้าย ถามว่ามาตรการที่ออกมานี้ ได้ผลมากน้อยแค่ไหน เพียงพอหรือเปล่า ที่สำคัญยังติดขัดด้วยระยะเวลาที่ไม่ใช่รัฐบาลตัวจริงเสียงจริง จะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ชัดเจน

เหนือสิ่งอื่นใด อย่าลืมว่า ณ เวลานี้ทุกชาติในโลกกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจด้วยกันทั้งนั้น อันเนื่องมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่เกิดขึ้นแบบไม่หยุดไม่หย่อนสุดท้ายก็ลามมาสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศ

อย่างไทย ปัญหาเวลานี้ที่หนักหนาสาหัส หนีไม่พ้น เรื่องไม่มีงบประมาณ เพราะล่าสุดเงินงบกลาง ในงบประมาณปี 2569 เหลืออยู่เพียง 20,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น

จึงไม่ต้องแปลกใจ! ว่าทำไมมาตรการที่ออกมาจึงไม่เปรี้ยง ไม่โดนใจ หรือเรียกความเชื่อมั่นของคนไทยตาดำ ๆ กลับมาได้ ต่อให้มีการเกลี่ยงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น หรือตัดทิ้งได้มาเพิ่มเติมให้กับงบกลาง ก็ตาม

แต่ด้วยเงื่อนไขของกฎหมาย ก็ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ได้เลยหรือใช้ได้ทันที หากจะหันมาออก พ.ร.ก.กู้เงิน เช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 ความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลังก็มีสูง

ความเสี่ยงที่ว่า.. ก็มาจากเรื่องของหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 66% จากเดิมคาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะเพดาน 70% ของจีดีพีภายในปี 70 แต่ปัจจุบันคาดว่าใกล้เพดานเร็วขึ้น

ดังนั้น จะมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือที่ต้องระมัดระวัง หากสถาบันจัดอันดับของต่างประเทศ เห็นฐานะการคลังที่มีความเสี่ยง การถูกปรับลดเครดิตประเทศจะเป็นเรื่องใหญ่เข้าไปอีก

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ว่าบรรดาภาคเอกชน หรือคนไทยทั้งชาติเอง ต่างเริ่มส่งเสียงดัง ๆ ถึงรัฐบาลเพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาที่กำลังเดือดร้อนอย่างแท้จริง

ทั้งหลายทั้งปวง จึงย้อนไปที่การบริหารจัดการเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ว่าจะทัดทาน ดูแลก้าวข้ามปัญหาวิกฤติน้ำมันนี้ไปได้หรือไม่ เพราะเป็นมากว่าวิกฤติซ้อนวิกฤติเข้าไปอีก!

…………….

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img