จับตา“มาตรการอุ้มคนไทย” จะพ้นวิกฤติ …ได้นานแค่ไหน?

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

วันเสาร์ที่ 11 เม.ย.นี้ ครม.นัดพิเศษ นัดที่ 2 ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะทำหน้าที่ “ผ่าคลอด” มาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชีวิตผู้คนในประเทศ หลังจากที่ถูกพิษของสงครามตะวันออกกลาง…เล่นงานกันจนน่วมไปทั้งตัว

มาตรการที่ออกมา ก็เป็นรายละเอียดของมาตรการเดิมทั้ง 7 มาตรการ ที่ครม.นัดพิเศษ นัดแรก ได้เห็นชอบในหลักการไปก่อนหน้านี้แล้ว

ดังนั้น!ในรอบนี้ก็ต้องไปดูว่า ในรายละเอียดของแต่ละมาตรการ จะมีอะไรร้อนแรง แบบสะกดใจคนไทยทั้งประเทศได้แค่ไหน ในยามที่รัฐบาลเองในเวลานี้ก็กระเป๋าแฟบอยู่ไม่น้อยทีเดียว

อย่างกรณีของ บัตรคนจน รัฐบาลก็ยอมควักงบประมาณอันน้อยนิด รวม 1,300 ล้านบาท เพื่อใส่เติมลงไปในบัตรให้กับผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน อีกคนละ 100 บาท เป็นเวลา 1 เดือน โดยให้นำไปซื้อสินค้าต่าง ๆ ในร้านธงฟ้า หรือที่เข้าร่วมโครงการกับบัตรคนจน เพื่อให้จับจ่ายใช้สอยในช่วงสงกรานต์นี้ ที่เชื่อว่าการนำเสนอครม.นัดพิเศษนี้ จะมีการเพิ่มวงเงินเพิ่มขึ้นแน่

แต่ทั้งหมด… ก็ต้องรอดูฝีมือของสำนักงบประมาณก่อนว่า จะไล่บี้-ไล่เบี้ย เกลี่ยเงินงบประมาณมาได้มาก-น้อยอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้มีการประเมินกันว่า จะเค้นกันออกมาได้สักประมาณ 80,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง วงเงิน 1,600 ล้านบาท โดยจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนของ “ค่าน้ำมัน” ให้ในรูปแบบของ“คูปอง” แต่จะเป็นรูปแบบไหน อย่างไร คงต้องรอให้สะเด็ดน้ำอีกหน่อย

หลัง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ได้จับเข่าคุยกับบรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปปัญหา หรือเคลียร์ทุกอย่างให้ชัดเจน ให้รอบคอบ เพราะข้อจำกัดอยู่ที่เงินงบประมาณที่ไม่ได้มีมากนัก ดังนั้นการออกแบบมาตรการช่วยเหลือก็ต้อง “พุ่งเป้า” ให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด รวมแล้ว…ล็อตแรกก็น่าจะเคาะงบประมาณเกือบ 3,000 ล้านบาท ออกมาเยียวยาไปก่อน

ส่วน การแจกเงินในโครงการคนละครึ่งพลัส วงเงินเบื้องต้นคนละ 2,000 บาท รวมไปถึงการจัดทำ โครงการบัตรคนจนใหม่ทั้งหมด การปรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ต้องไปว่ากันในรอบหลัง

แต่ที่แน่นอน เรื่องของ “คนละครึ่งพลัส” ที่เชื่อได้เลยว่า “รัฐบาลอนุทิน” ไม่มียกเลิกแน่ แต่รูปแบบการทำให้ได้ประโยชน์มากที่สุด อาจต้องปรับเปลี่ยนไปบ้าง โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางของการใช้เงิน ที่อาจได้ทั้งร้านที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงร้านที่อยู่ในโครงการบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันนอกจากมาตรการที่จะเข้ามาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้คนไทยในรอบแรกแล้ว ยังต้องมี มาตรการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยให้กับ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง”

ทั้งนี้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด เมื่อ วันที่ 8 เม.ย.69 ติดลบสะสม 57,762 ล้านบาท เนื่องจากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูง ซึ่งมีภาระชดเชยน้ำมันดีเซล วันละประมาณ 1,509 ล้านบาท ทำให้ฐานะกองทุนวิกฤติหนัก

รวมไปถึง การพิจารณาพ.ร.บ.โอนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ที่คาดการณ์กันว่าจะมีประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็น “งบกลาง” นำไปใช้ดูแลปัญหาเศรษฐกิจในเวลานี้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ การพิจารณาปฎิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 70 ที่ต้องดำเนินการให้ทัน เพื่อให้งบประมาณ สามารถใช้ได้ทันตั้งแต่ปีงบประมาณ 70 คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 นี้เป็นต้นไป

ส่วนเรื่องของ มาตรการภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ที่จะลด หรือไม่ลด อย่างไร เพราะมีผลต่อฐานะการคลัง โดยทุก 1 บาท ที่ลดลงก็ทำให้เงินงบประมาณหายไปเกือบ 3,000 ล้านบาทแล้ว

ดังนั้น! เรื่องนี้ฟันธงว่า รัฐบาลยังไม่ลดแน่นอน โดยจะเก็บไว้เป็นกระสุนนัดสุดท้าย โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ไปก่อนจนกว่าหลังจะพิงฝาจริง ๆ เท่านั้น

อย่างที่บอก การพิจารณาในรายละเอียดของ 7 มาตรการ ครั้งนี้จะมีความชัดเจนในแต่ละมาตรการมากขึ้น ว่าใช้เงินเท่าใด อย่างไร ใช้ภายในเวลาไหน เงินเข้าสู่ระบบเมื่อใด พร้อมอธิบายความทั้งหมดให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อจำกัดต่าง ๆ

ทั้งหมดทั้งมวล ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่ารายละเอียดของแต่ละมาตรการที่ออกมานั้นจะเป็นอย่างไร และสุดท้ายแล้วเป็นมาตรการที่ “พุ่งเป้า” ตามที่รัฐบาลต้องการมากน้อยแค่ไหน?

……………………..

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img