รมว.พม.คนใหม่ประเดิมงานวันแรก เรียกประชุมผู้บริหารวางแนวทางเร่งด่วน รับมือฝุ่น PM2.5 และวิกฤติพลังงาน พร้อมออก 3 มาตรการช่วยประชาชน ทั้งลดค่าเช่าบ้าน ลดดอกเบี้ย และเร่งเงินสงเคราะห์ ย้ำต้องเห็นผลงานเป็นรูปธรรมภายในก.ย. 2569
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เดินทางเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงทันที เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงาน
นายนิกร เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้หารือใน 2 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ พม. ได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ในสถานสงเคราะห์นำร่องแล้วในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง และมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

อีกประเด็นคือ การรองรับวิกฤติพลังงาน โดยกำหนด 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- ปรับรูปแบบการทำงานของบุคลากร พม. โดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานบริการโดยตรง สามารถทำงานแบบ Work from Home หรือ Work from Anywhere ตั้งเป้าให้ได้ร้อยละ 70 ขณะที่งานบริการจะพิจารณาตามความจำเป็น
- ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยการเคหะแห่งชาติเตรียมลดค่าเช่าที่อยู่อาศัยในโครงการ ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในโครงการบ้านมั่นคง
- เร่งรัดการจ่ายเงินสงเคราะห์ไปยังกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมการขับเคลื่อนงาน พม. จะมุ่งเน้น 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ การยกระดับสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดยจะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและจัดสรรทรัพยากรให้ตรงจุด เพื่อความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน จะเร่งขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ทั้งการปรับปรุงและก่อสร้างใหม่ โดยเน้นการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในยุคภาวะโลกร้อน
ทั้งนี้ หลังเทศกาลสงกรานต์ จะมีการสื่อสารนโยบายไปยังหน่วยงานในส่วนภูมิภาคอีกครั้ง พร้อมกำหนดเส้นตายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนกันยายน 2569 โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน รวมถึงปลัดและอธิบดีทุกกรม ขณะที่โครงการเดิมที่ดำเนินการได้ดีจะเดินหน้าสานต่อ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยความพิการ นายนิกร ระบุว่า ยอมรับว่างบประมาณของรัฐมีข้อจำกัด แม้โดยส่วนตัวต้องการให้มีการปรับเพิ่ม แต่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ทางการคลังของประเทศ เนื่องจากยังมีภารกิจด้านอื่นที่ต้องดูแลควบคู่กันไป.



















