ผ่านพ้นไปอย่างบอบช้ำพอสมควร หลังรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ภายใต้รหัส “อนุทิน 2” โชว์บทแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา เพราะห้วงเวลาดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงมี ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับโลกทั้งใบ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย
เพราะน้ำมันเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตสินค้า ยิ่งราคาในตลาดโลกปรับเกิน 100 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาร์เรล ทำให้เกิดผลกระทบตามมา กับหลายภาคส่วน
ในช่วงแรกของการเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เห็นภาพประชาชนไปเติมน้ำมันตามปั้มน้ำมันต่าง ๆ แล้ว “ไม่เพียงพอกับการให้บริการ” จึงสร้างความชอบธรรมกับ “พรรคฝ่ายค้าน” นำเสนอปัญหาต่าง ๆ ผ่านกระบวนการรัฐสภา และมุ่ง “ดิสเครดิตรัฐบาล” ตั้งแต่ช่วงแรกของการทำงานด้านนิติบัญญัติ เพราะด้วยจำนวนเสียงที่ห่างกันมาก 300 เสียงกับ 200 เสียง
ดังนั้นการทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นสิ่งที่นักการเมืองต่างค่ายต้องทำ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคะแนนนิยม และอาจเป็นการปูทาง เพื่อนำไปสู่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ยิ่งปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐฯ-อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ยังไม่จบง่าย ๆ ด้วยเหตุการณ์เจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพของคู่ขัดแย้ง ยังไม่ได้ข้อยุติ นั่นหมายความว่า “ปัญหาพลังงาน” ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต่อไป โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังสูงขึ้น

ช่วงแถลงนโยบายรัฐบาล คนที่อภิปรายได้เข้มข้น และดุเดือดมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน (ปชน.) แม้จะนำข้อมูลมาจากสื่อบางสำนัก ซึ่งอาจเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้าย เพราะ “รังสิมันต์” มีชื่อเป็น 1 ใน 10 ของสส.ของพรรค ปชน. ที่อยู่ในสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ในข้อกระทำความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หากศาลประทับรับฟ้อง และยืนตามคำร้องของ ป.ป.ช.
หมายความว่า “รังสิมันต์” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ไม่สามารถเคลื่อนไหวในฐานะ สส.ได้อีก และอาจใช้เวลานานนับปี จนกว่า “คำวินิจฉัยของศาลฎีกา” จะปรากฏออกมา เลยหวังแสดงบทบาท ให้สังคมเห็นว่า การสูญเสียบุคคล ที่มีบทบาทในการตรวจสอบ ทำให้กระทบกับผลประโยชน์ของประเทศ
“รังสิมันต์” อภิปรายถึง นโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา รวมถึงการทุจริต-คอร์รัปชัน ว่า ไม่เชื่อมั่นการดำเนินการของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากย้อนแย้งกับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนเดียวกัน กรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล ที่ลงนามร่วมกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ต่อความร่วมมือสแกนม่านตา ซึ่งมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะอดีต รมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีและส่งให้ ป.ป.ช.
“ผมไม่รู้ว่า คดีนั้นจะรวดเร็วเหมือนคดีของพวกผมหรือไม่ แต่นายอนุทินสั่งลงโทษนายประเสริฐ ที่ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ชดใช้กรรมโดยให้เป็น รมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนดูเป็นตัวอย่างให้จัดการผู้ทำผิดเป็นอย่างไร ไม่เกรงใจนายไชยชนก ที่ดำเนินคดีดังกล่าว” รังสิมันต์ กล่าวและว่า “ขณะที่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา นายกฯ แถลงยึดทรัพย์นายเบน สมิธ คิดหรือไม่ว่า มีคนใน ครม.บางคน ข้องเกี่ยวกับเครือข่ายดังกล่าวหรือไม่ ผมสงสัยต่อการคัดเลือกคนเป็นรัฐมนตรี ไม่ให้น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรี เพราะมีคดีในดีเอสไอ แต่นายประเสริฐเรื่องส่งถึงป.ป.ช.แล้ว แต่ได้เป็นรัฐมนตรีได้ ตกลงในเรื่องคดีมีปัญหากับน.ส.สุดาวรรณ หรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณ กันแน่”
“รังสิมันต์” ยังกล่าวถึงกรณี การจับน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ซึ่งพบว่า มี “เสี่ยตือ” เป็นเจ้าของ และจากการตรวจสอบพบว่า มีคลังน้ำมันหลายแห่งกักตุนหลายล้านลิตร แต่การดำเนินการรัฐบาลไม่จัดการ หรือจัดการอย่างยากเย็น ทั้งที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม รู้จักดี เพราะบริษัทของ “เสี่ยตือ” เป็นลูกหนี้ของ “พิพัฒน์” มูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท มีสัญญาเงินกู้ 2 ครั้ง 2 สัญญา
ที่สำคัญ เดือนพ.ย. 2568 พบว่า คนในครอบครัว “เสี่ยตือ” บริจาคให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1 ล้านบาท

“รังสิมันต์” ยังตั้งข้อสังเกตว่า“ขณะที่ราคาน้ำมันแพง “เสี่ยตือ” ถูกสงสัยว่า ขายน้ำมันแพง แต่กลับไม่ดำเนินคดีใด ๆ ซึ่งอาจมีสาเหตุว่า เพราะมีนายทุนการเมืองอยู่ในพรรคการเมืองหรือไม่ นายพิพัฒน์ทราบดีว่า “เสี่ยตือ” มีธุรกิจอย่างไร ไก่เห็นตีนงู-งูเห็นนมไก่ อย่างไร เหตุที่รัฐบาลไม่กล้าทำอะไร “ไอ้โม่ง” อาจเพราะ “ไอ้โม่ง” อยู่ในรัฐบาล ก็เป็นได้ ก่อนหน้านี้ที่บอกว่ามีการติดสินบนไม่ให้ปราบสแกมเมอร์ทราบว่าเป็นลูกของ “เสี่ยตือ” ด้วย ดังนั้นกรณีที่เป็นเครือข่ายเดียวกันมีสัมพันธ์กัน พวกเขาจึงลอยนวลพ้นผิดได้ หากนายกฯ ดูการกระทำไม่ดูชื่อ”
“ทำไมตอนนี้เครือข่าย “เสี่ยตือ” ที่มีประเด็นกักตุนน้ำมัน น้ำมันเถื่อน สแกมเมอร์ถึงไม่จัดการ หากทำจริง ควรดำเนินการ เพื่อไม่ให้อำนาจมืดซื้ออำนาจรัฐ และนายอนุทินต้องตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่า ไม่เกี่ยวกับน้ำมันเถื่อน หรือเรื่องทุนเทา เพื่อไม่ให้การปราบทุจริตจะได้ไม่เป็นเพียงลมปาก และอย่าสร้างภาพเป็นคนดี แล้วแสวงหาประโยชน์จากวิกฤติชาติ และปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน” รังสิมันต์ กล่าวย้ำ
อ่านยุทธศาสตร์ของ “โรม” นอกจากมุ่งหวังให้เกิดความระแวงระหว่าง พรรคเพื่อไทย (พท.) กับ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.)
โดยตั้งข้อสังเกตว่า พรรคแกนนำรัฐบาลต้องการขัดขวาง “สุดาวรรณ” ไม่ให้เป็นรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุตรสาวของ “กำนันป้อ-วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” แกนนำกลุ่มแป้งมัน ที่เคยทำงานรวมกับพรรค ภท. มากก่อน แต่ในที่สุดตัดสินใจ ย้ายกลับไปร่วมงานกับพรรค พท. ซึ่งการกระทำดังกล่าว ทำให้บางคนเชื่อว่า แกนนำพรรค ภท.ไม่พอใจกลุ่มแป้งมัน ทำให้ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล ประจวบเหมาะกับ “ดีเอสไอ” แจ้งข้อกล่าวหาบุกรุกที่หาดสวนยา จ.อุบลฯ ทั้ง “วีรศักดิ์” และ “สุดาวรรณ” จนทำให้ “สุดาวรรณ” ต้องพลาดการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร จากเหตุคุณสมบัติไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ แต่ก็ยังผลักดันคนใกล้ชิด “นิกร โสมกลาง” สส.นครราชสีมา พรรค พท.ให้เป็นรัฐมนตรีแทนได้
ขณะที่ “แกนนำพรรค ปชน.” ยังมุ่งโจมตีไปที่ “พิพัฒน์” แกนนำคนสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน ที่นำพรรคคว้าชัยชนะในพื้นที่ภาคใต้ ได้สส.มากกว่า 30 คน ขณะที่ในช่วงเป็นรองนายกฯ และรมว.คมนาคม ใน “รัฐบาลอนุทิน” ยังได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ในตัว “พิพัฒน์” เป็นอย่างมาก เนื่องจากเคยเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจจำหน่ายน้ำมัน และก๊าซแอลพีจี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปั๊มพีที’ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน การดูแลเรื่องปัญหาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และยังเกิดปัญหาการขาดแคลนในช่วงแรก
หรือการที่ “สส.พรรค ปชน.” หยิบยกกรณีการจับน้ำมันที่ จ.อ่างทอง มาตอกย้ำ เพราะคดีที่ “เสี่ยตือ” เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการ ดูเหมือนไม่มีความคืบหน้ารัฐบาล โดยชี้ว่าบริษัทของ “เสี่ยตือ” มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เป็นลูกหนี้ของ “พิพัฒน์”

ด้าน “กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายประเด็นวิกฤติพลังงานว่า “รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์รับมือ และจากที่ได้ติดตาม เห็นว่ารัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์เดียว คือการซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงมา แม้ว่าจะมีการใช้กองทุนน้ำมันชดเชย แต่ราคาหน้าสถานีบริการกลับลดลงเพียง 2 บาทกว่า โดยอิงค่าการกลั่น 7 บาท แต่ค่าการกลั่นปัจจุบันมีราคา 12 บาท ดังนั้นหากใช้สูตรการลดค่าน้ำมัน ต้องลดลง 12 บาท ด้วย ทุกการตัดสินใจของรัฐบาล ทำให้ประชาชนสงสัยว่า แก้ปัญหาโดยเกรงใจนายทุนมากเกินกว่า ความทุกข์ของประชาชน”
ส่วน นโยบายปราบสแกมเมอร์ ทาง “กรณ์” ให้ความเห็นว่า “การทำงานของหน่วยงานไทยที่ผ่านมาล่าช้า เมื่อเทียบกับต่างชาติ พบว่าการยักย้ายทำให้การยึดอายัดทำไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยการแก้ปัญหากลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมาจากการลงนามอัปยศกับกลุ่มทุนสแกมเมอร์ และได้ส่งเรื่องเอาผิดนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ตามมาตรา 157 ต่อ ป.ป.ช. ทั้งนี้พบด้วยว่า การลงนามเอ็มโอยู (MOU) อัปยศนั้น มีผู้ร่วมลงนามคือ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี”
ปัจจุบัน “วิศิษฎ์” เป็นประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสความถูกต้องในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นขอถาม “รมว.คลัง” ว่า เหมาะสมหรือไม่ ที่ตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามเอ็มโอยู ที่เอื้อกับการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แม้เอ็มโอยูจะถูกยกเลิกไปแล้ว
“กรณ์” ยังกล่าวถึงกรณีของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมร่วมกับ “เบน สมิธ” กรณีซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว และผ่อนจ่ายเป็นงวด ๆ ผ่านธนาคารบีไอซีของกัมพูชา ซึ่งก่อนที่จะตั้งนายสุริยะกลับมาเป็นรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือไม่
เป็นที่น่าสังเกตว่า การตั้งคำถามของพรรคฝ่ายค้าน มี คำชี้แจงจาก “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ถูกพาดพิงว่า “ได้ทำธุรกรรมกับนายเบน สมิธ ประเด็นซื้อเครื่องบินเจ็ท โดยซื้อเครื่องบินเจ็ทร่วมกับครอบครัว มูลค่า 862 ล้านบาท มีสัดส่วนถึงครอง 30 ล้านบาท ที่เหลือเป็นของญาติ ชำระเงินและจดแจ้งเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2567 ขณะนั้นยังไม่มีการกล่าวหานายเบน สมิธ ยุ่งเกี่ยวทุนสีเทา โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. นำเรื่องนายเบน สมิธ พูดต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกเดือนก.ย 2568 หลังการซื้อขายได้เสร็จสิ้นไป 1 ปีเต็ม หากทราบว่า นายเบน สมิธ มีพฤติกรรมดังกล่าว ธุรกรรมนี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน”
ขณะที่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ศึกษาธิการ ลุกขึ้นชี้แจงกรณี สส.ฝ่ายค้านอภิปรายตั้งข้อสังเกต และกล่าวหาถึงคุณสมบัติที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบโดย ป.ป.ช. จากกรณี MOU สแกนม่านตา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ “เบน สมิธ” ว่า “การสแกนม่านตานั้น ไม่เกี่ยวข้องกับ MOU ทั้งสิ้น และเป็นการกระทำภายหลังลงนาม MOU ยืนยันว่าไม่ได้เคยได้รับรายงาน หรือมีส่วนร่วมใด ๆ กับการสแกนม่านตา การดำเนินการ MOU ผ่านการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานทั้งกฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงฝ่ายกฎหมายของกระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบแล้วว่าการลงนาม MOU เป็นการร่วมมือทางดิจิทัลเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่มีการผูกมัดให้ราชการเสียหาย ซึ่งปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว ยืนยันว่า ไม่รู้จักกับกลุ่มบริษัทที่ลงนามใด ๆ และไม่เคยรับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนที่เดินทางไปดีเอสไอ คือเข้าให้ข้อมูลฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ถูกกลาวหา ไม่เคยถูกกล่าวหาใด ๆ ทั้งสิ้น”

ส่วน “รมต.พิพัฒน์” ซึ่งถูกตั้งคำถาม และถือเป็นปมร้อนที่สุด กลับไม่มีการชี้แจงใด ๆ ต่อสาธารณชน โดยเฉพาะสัมพันธ์ลึกกับนักธุรกิจ ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการ “กักตุนน้ำมัน” ทำให้ “ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีที่ไม่ยอมออกมาชี้แจงว่า “นายพิพัฒน์ไม่สามารถหลบเลี่ยง ปฏิเสธการตอบคำถาม การที่นายพิพัฒน์มีตำแหน่งเป็นรองนายกฯ และเคยเป็นถึงผู้ที่บริหารจัดการเรื่องวิกฤตพลังงาน ถูกอภิปรายกลางสภาฯ ในวันทำหน้าที่วันแรก คือวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ตอบข้อซักถามกลางสภาก็เรื่องหนึ่ง แต่ไม่ชี้แจงต่อสาธารณะเงียบหาย เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อยากให้นายพิพัฒน์ออกมาสื่อสารว่าคุณจะยอมรับ หรือปฏิเสธ กรณีถูกพาดพิงอย่างไร ต้องออกมาตอบคำถามสังคม ไม่อย่างนั้นประชาชน คนในสังคมจะเข้าใจผิดได้ว่าคนตามล่าไอ้โม่ง กับไอ้โม่งอาจคือคนคนเดียวกันหรือไม่”
เชื่อว่า ในที่สุด ปมสัมพันธ์ลึกของแกนนำพรรค ภท. อย่าง “พิพัฒน์” กับ “เสี่ยตือ” หากไม่มีการชี้แจงให้ชัดเจน อาจกลายเป็นการ “จุดชนวน” ทำให้พรรคฝ่ายค้านนำข้อมูลไป ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “พลังงาน” ถือเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน เพราะมีผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมและประชาชน
ยิ่งถ้ามีข้อมูลและเบาะแสความผิดปกติเกิดขึ้น กระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารของพรรคฝ่ายค้าน คงไม่ปล่อยไว้แน่ บางทีรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อาจถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อเทียบกับรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา…ก็เป็นได้
……………………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















