ข่าวซาไปหน่อยแล้ว สำหรับการตามจับ “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” เมื่อมีข่าวอื่นร้อนแรงมา “กลบ” กอปรกับ “ราคาน้ำมัน” ไม่ได้ขาขึ้นอย่างเดียว มีขาลงมาสลับด้วย ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ หายใจคล่องขึ้นมาหน่อย อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ยังคงติดตามว่า เมื่อไหร่จะได้ตัว “ไอ้โม่งตัวเป็นๆ” เสียทีแบบไม่ใช่ “แพะ” เพราะภาครัฐก็ออกมาบอกว่า “มีการกักตุนเกิดขึ้นแน่นอน”
ที่แน่ ๆ ตอนนี้พวกที่กักตุนไป ต้องทยอยปล่อยออกมาให้หมด เพื่อ “ทำราคาเข้ากระเป๋า” ไว้ ก่อนที่จะมีการถูกตรวจสอบ
“กูรูพลังงาน” ชี้ตัวเลขเทียบให้เห็นจากข้อมูลของ “กรมธุรกิจพลังงาน” พบว่า ใน ช่วงสะสมกักตุนสต็อก (1 มี.ค.-4 เม.ย.69) พบว่า ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ (Baseline หรือความต้องการเฉลี่ยเดือน ก.พ.อยู่ที่ 71 ล้านลิตรต่อวัน) รวมปริมาณน้ำมันสะสมมากกว่า 440 ล้านลิตร โดยในช่วงนั้น ราคาขายปลีกเฉลี่ยยังถูกกดให้ต่ำอยู่ที่ 33.1 บาทต่อลิตร
เมื่อเทียบ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ (5-14 เม.ย.69) ซึ่งปกติความต้องการใช้น้ำมันควรจะเพิ่มขึ้น 10% แต่ “ตัวเลขจริง” กลับ “ลดลงอย่างรุนแรง” บางวันต่ำสุดเพียง 32 ล้านลิตรต่อวัน ณ วันที่ 12 เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาขายปลีกปรับตัวสูงขึ้นเป็น 45.6 บาทต่อลิตร โดยรวมปริมาณที่ความต้องการหายไปจากระบบจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 200 ล้านลิตร (ความต้องการใช้น้ำมันช่วง 5-14 เม.ย.น้อยกว่า 237 ล้านลิตร ช่วงนี้ราคาขายปลีกเฉลี่ย 46.4 บาทต่อลิตร)

หากดูตัวเลขการจำหน่ายดีเซล จะพบว่า ขึ้น ๆ ลง ๆ กระเพื่อมในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ตัวเลขการจำหน่ายดีเซลลดลงต่ำสุดในวันที่ 12 เม.ย.ที่ 32 ล้านลิตร, วันที่ 13 เม.ย. ที่ 36 ล้านลิตร และวันที่ 14 เม.ย.เกือบ ๆ เท่ากับวันที่ 12 เม.ย.
“กูรูพลังงาน” วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่า เป็นไปได้ว่า มีการนำน้ำมันส่วนเกินที่ซื้อกักตุนสะสมไว้ในช่วงราคาถูก (33.1 บาท) มาหมุนเวียนปล่อยขายในช่วงที่ราคาสูง (45.6 บาท) ทำให้ความต้องการใช้ในระบบไม่เพิ่มขึ้น เกิดส่วนต่างกำไรเน็ต ๆ ไปแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท และ หากสต็อกส่วนเกิน 440 ล้านลิตรถูกระบายออกมาทำกำไรทั้งหมด มูลค่าส่วนต่างจะสูงถึง 5,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนต่างเหล่านี้ ไปตกอยู่ที่ใคร?

ประเด็นที่หลายคนเฝ้าติดตามคือ การตามหาและจับไอ้โม่งตัวจริงเป็น ๆ ให้ได้เร็ว ๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 เม.ย.69 ที่ผ่านมา มีการแถลงการณ์ความคืบหน้าของ ทีมตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพลังงาน, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, DSI และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง “พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ระบุผลการตรวจสอบในขั้นนี้ไว้ว่า จากการตรวจสอบ พบความผิดปกติที่คลัง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่มีการจ่ายออกไป โดยพบว่า
1.น้ำมันในคลังมีมาก แต่จ่ายออกไปน้อย
2.การขนส่งน้ำมันทางเรือ พบว่า มีการเคลื่อนที่ช้ากว่าปกติ จำนวน 2 ลำ มีการจอดนิ่งไม่เคลื่อนที่ 1 วัน เพื่อรอการส่งน้ำมันในวันที่ราคาน้ำมันขึ้นราคาในวันรุ่งขึ้น (26 มี.ค.) ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น 18 ล้านบาท และ 30 ล้านบาท อีกทั้งในช่วงวิกฤติทั้งหมด พบเรือที่วิ่งผิดปกติ บางลำมีการปิดระบบ AIS, มีพฤติกรรมเรือเทียบเรือ, มีการเดินเรือประวิงเวลา ซึ่งกำลังอยู่ในการดำเนินการของ DSI สอบสวนในขั้นตอนต่อไป
3.การขนส่งน้ำมันทางบก มีการลักลอบส่งไม่ตรงตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมีทั้งออกจากคลัง แต่ไม่กำหนดปลายทาง และออกจากคลัง แต่ไม่ไปปลายทางตามที่ระบุ

เรื่องนี้ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน กล่าวไว้ว่า “ความจริงมีน้ำมัน โดยในช่วงมีนาคม โรงกลั่นกลั่นมากกว่าปกติ ดีเซลเดิมกลั่น 70 ล้านลิตร เป็น 78 ล้านลิตร ส่งผลให้เดือนมีนาคม มีน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านลิตร และทั้ง 6 โรงกลั่นก็มีการดึงสต็อกไปใช้เพิ่ม ออกมากกว่าเดิม 500 ล้านลิตร รวมเป็น 700 ล้านลิตร แต่ทางปลายทางหน้าปั๊มน้ำมัน กลับได้รับการแจ้งว่าได้รับน้ำมันน้อยลง และได้รับแจ้งว่า จ็อบเบอร์ไม่รับน้ำมันไปขายต่อภาคเกษตรกรและปั๊มย่อย ทำให้เห็นความผิดปกติว่าน้ำมันนั้นมี แต่ไปไม่ถึงมือผู้บริโภค เพราะฉะนั้น น่าจะมีส่วนรั่วไหล และมีการกักตุน ประวิงเวลาในการซื้อน้ำมันราคาถูก เพื่อขายในราคาแพง”
“เอกนัฏ” โยนให้ “ทีมสุดซอย” โชว์ตัว โดยให้ไปเก็บข้อมูลย้อนหลัง ตรวจสอบทุกคลังน้ำมันเพื่อเก็บข้อมูล ทั้งปริมาณที่มีอยู่ รับ และจ่ายออก เพื่อที่จะวิเคราะห์พฤติกรรม ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ ผู้ค้ารายย่อย มีคลังไหนบ้างที่มีพฤติกรรม เก็บ กักตุน เก็งกำไรดังกล่าว ย้อนไปถึงปลายเดือนก.พ. ย้ำว่า หากพบความผิดปกติจะส่งให้ DSI ดำเนินคดี
จากแถลงการณ์ครั้งนี้ยังมีติ่งไว้ว่า “ข้อมูลที่ถูกรายงานมา แต่ละแห่งกลับไม่ตรงกัน ซึ่งอาจมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยจะเสนอให้นายกฯ ตั้งคณะดำเนินการขึ้นมาตรวจสอบต่อไป”
งานนี้มองปลายทางอาจจะไปสกัด หรือไปเตะขาใครเข้าก็ได้ เพราะ “กระทรวงพลังงาน” เป็นที่หมายปองจากทุกระดับ เก้าอี้ “ปลัดกระทรวงพลังงาน” ก็กำลังว่างลงในเดือนก.ย.นี้เสียด้วย…
เป็นเรื่องที่น่าติดตาม และวัดฝีมือของ “เอกนัฏ” ในตำแหน่ง “รมว.พลังงาน” ว่ามีฝีมือจริงหรือไม่ โดยเฉพาะการตามล่าหาตัว “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า…แต่ไม่ใช่ว่า เมื่อแตะไปถึงแล้ว แต่ไปเจอ “ตอใหญ่” สุดท้ายไม่กล้าเอาให้ “สุดซอย” ตามราคาคุย!!!
…………..
The Key Report



















