จั่วหัวของเพจเฟซบุ๊ก “ทีมสุดซอย-ทุบทุนเทา” ทีมงานนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เพื่อโชว์ผลงานแบบเร็ว ๆ รัว ๆ ล่าสุดได้ระบุว่า“เอกนัฏ หั่นราคาน้ำมันไปแล้ว 8.84 บาท นับจากวันรับตำแหน่ง และจ่อลดเพิ่มอีกมากกว่า 2 บาท ศุกร์นี้” และทิ้งท้ายว่า “24 เมษายน 2569 จ่อลดราคาเพิ่มอีกมากกว่า 2 บาท จากการประชุม กบง. ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่ม จากต้นทุนที่พุ่งสูงผิดปกติในช่วง 1-15 เมษายนที่ผ่านมา”
เอาเป็นว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีรมว.พลังงานเป็นประธานในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จะมีการประกาศหั่นค่าการกลั่นลงอีกในส่วนของดีเซลมากกว่า 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ราคาดีเซลหน้าปั๊มลดลงทันทีในวันที่ 24 เม.ย. จาก 41.7 บาทต่อลิตร เหลือ 39 บาทต่อลิตรกว่า ๆ ต่ำกว่า 40 บาทเป็นตัวเลขสวย ๆ
ตัวเลขค่าการกลั่นที่ลดลงดังกล่าวมาได้อย่างไรอีก ก็สอดคล้องกับที่ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 69 โดยระบุผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่นที่ลดลงได้มีรวม ๆ 5 บาทกว่า ๆ ต่อลิตร

กล่าวอีกครั้งว่าการคำนวณมาจากการนำราคาอ้างอิงจากสูตรปกติของโรงกลั่น ซึ่งผูกกับ MOP หรือ Mean of Platts Singapore สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด และนำมาเทียบกับต้นทุนจริงของโรงกลั่น ซึ่งมาจากต้นทุนน้ำมันดิบ บวกต้นทุนที่ไม่ใช่น้ำมันดิบ ได้แก่ ค่าพรีเมี่ยมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง บวกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ค่าเสื่อมของอุปกรณ์เครื่องจักร ดอกเบี้ย บวกกำไรปกติ ที่ให้อยู่ 40 สตางค์ต่อลิตร
หักลบกันแล้วเกิดส่วนต่าง จากการคำนวณ ณ วันที่ 1 เม.ย.69 ที่ 5.3852 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้จะปรับขึ้นลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สวิงตัว หั่นไปแล้วหนึ่งรอบที่ 2 บาทต่อลิตร เหลือ 2-3 บาทต่อลิตรที่หั่นได้อีก ในรอบสองนี้
ดูราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ในช่วงต้นเดือนเม.ย.ยังสูง โดยค่าการกลั่นเฉลี่ยวันที่ 1-22 เม.ย.69 ตามตารางของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ที่ 13.26 บาทต่อลิตร ตัวเลขนี้ฝ่ายกองเชียร์อยากให้ลดลง
อย่างไรก็ตามค่าการกลั่นที่ยกระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนสำคัญมาจากราคาดีเซลสิงคโปร์พุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบด้วย ซึ่งในส่วนของดีเซลถูกนำมาเป็นฐานในการอ้างอิงค่าการกลั่นเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการผลิตมากที่สุด 40.3%

ยกตัวอย่างสถานการณ์วันที่ 2 เม.ย.69 ราคาดีเซลพุ่งสูงไปถึง 292.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์แตะสูงสุด 144.42 ดอลลาร์ในวันที่ 7 เม.ย. ราคาดูไบขึ้นไปที่ 170.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 20 มี.ค.69 แม้ช่วงวันที่ 15 เม.ย.ราคาน้ำมันจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่เรียกได้ว่าราคาดีเซลได้ยกตัวไปสูงกว่าฐานเดิมถึง 86.6% ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์สูงกว่าฐานเดิม 64.3% และน้ำมันดิบดูไบ 41.9%
เหตุที่ดีเซลพุ่งสูงกว่าน้ำมันดิบมาก ผู้เชี่ยวชาญพลังงานระบุว่า มาจาก 3 เหตุผลด้วยกัน ข้อ 1.สงครามทำให้น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตะวันออกกลางหายไปจากตลาดพร้อมกัน บวกด้วยโรงกลั่นในภูมิภาคหลายแห่งต้องลดหรือหยุดเดินเครื่อง เพราะส่งออกไม่ได้ หรือถูกโจมตี เกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงกว่าน้ำมันดิบ
ข้อ 2.ปริมาณน้ำมันดีเซลในตลาดตึงตัวอยู่แล้ว เพราะข้อจำกัดด้านกำลังผลิต จากการโจมตีโรงกลั่นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน และมาจากการคว่ำบาตร ที่ทำให้ระบบการค้าทั่วโลกเสียสมดุลอยู่แล้ว เมื่อสงครามในตะวันออกกลางเกิดขึ้นอีก และปิดการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงตัวจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อ 3.การหดตัวของ swing supply หรือผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตสำรองสูง และสามารถเพิ่มหรือลดปริมาณการผลิตและส่งออกได้อย่างรวดเร็ว swing supply ช่วยปรับสมดุลตลาดและควบคุมราคาน้ำมันในระยะสั้นถึงกลาง ซึ่งในตลาดเอเชียนั้น จีนเป็น swing supply ที่สำคัญ แต่ช่วงวันที่ 11 มี.ค.69 จีนห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปบางประเภทในเดือนมี.ค.เพื่อป้องกันการขาดแคลนในประเทศ และขยายข้อจำกัดต่อไป ทำให้ตลาดเอเชียสูญเสียซัพพลายเออร์ที่จะมาช่วยปรับสมดุล
เมื่อราคาน้ำมันยังสูง ค่าการกลั่นสูง การลดค่าการกลั่นรอบสองจ่อมาแน่นอนแล้ว แต่รอบต่อไปในเดือนพ.ค.ไม่แน่ ซึ่งจะต้องนำตัวเลขราคาน้ำมันตลาดโลกปลายเดือนเม.ย.มาคิด มีการประเมินว่าค่าการกลั่นจะต่ำลงมาแล้ว
ดังนั้นการลดค่าการกลั่นรอบสามอาจไม่ถึง 1 บาท หรืออาจไม่มีเลยยังฟันธงกันได้ยาก เพราะตัวเลขน้ำมันดิบล่าสุดสวิงมาก ปิดตลาด ณ วันที่ 21 เม.ย. น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.52 ดอลลาร์ อยู่ที่ 92.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์ เพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 95.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบดูไบ ปรับลดลง 4.23 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 94.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทีนี้ที่ นายเอกนัฏ บอกว่าลดค่าการกลั่นเพื่อมาช่วยสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ นั้น ซึ่งติดลบ 62,062.06 ล้านบาท ณ วันที่ 22 เม.ย.69 จากการที่กองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 31.62 ล้านบาท เป็นการชดเชยดีเซล บี20 ที่ 7.4 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลปกติชดเชย 0.53 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ชดเชย 1.45 บาทต่อลิตร และชดเชย LPG อยู่ 9.8851 บาทต่อลิตร
ก็ต้องถือว่ากลไกกองทุนน้ำมันฯ มีส่วนสำคัญในการตรึงราคาน้ำมันของไทย ทำให้ราคาน้ำมันของเราในช่วงวิกฤติต่ำกว่าเพื่อนบ้านมาตลอด ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.65 – 87.24 บาทต่อลิตร ส่วนราคาดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.30 – 117.99 บาทต่อลิตร ซึ่งการตรึงราคาของไทยที่ทำได้ยาว ๆ เพราะมีกลไกกองทุนน้ำมันฯ มาปรับสมดุล แต่ประเทศอื่นส่วนใหญ่ใช้งบประมาณแผ่นดิน จึงทำได้จำกัดต้องปล่อยราคาตามตลาดโลก
แต่กระนั้นแล้ว ตัวเลขกองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 62,062.06 ล้านบาทนั้น สรุปแล้วคนที่เป็นเดอะแบกอยู่ตอนนี้คือผู้ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันถึงผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ที่ต้องตรึงราคาหน้าปั๊มไม่ปรับขึ้นตามนโยบาย ส่วนกองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่บริหารจัดการทางบัญชีเท่านั้น โดยจะใช้วิธีค้างชำระผู้ประกอบการไว้ก่อน รอราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงแล้วลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ค่อยนำไปหักลบกลบหนี้ แต่เนื่องจากวิกฤติทำให้น้ำมันตลาดโลกมีแต่ขาขึ้น การค้างชำระนานย่อมกระทบสภาพคล่องก้อนใหญ่แตะหลักหลายแสนล้านบาทเข้าไปแล้ว

จึงเป็นเหตุผลให้มีข้อเสนอให้กองทุนน้ำมันฯ กู้เงินและนำเงินมาชำระคืนให้ผู้ค้าบางส่วน เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่อง ไม่งั้นแบกไปแบกมาจะล้มกันทั้งกระดาน ระยะยาวจะไปต่อได้ยาก ตอนนี้เฉพาะกลุ่มปตท.แบกไป อ่วมกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้เป็นเงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันฯ จากการชดเชยราคากว่า 35,000 ล้านบาท ไม่นับรวมผลกระทบอื่นจากวิกฤติครั้งนี้ ทั้งจากสภาพคล่องจากหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท และการซื้อน้ำมันดิบช่วงราคาสูงเพื่อชดเชยน้ำมันที่ซื้อแล้ว แต่ออกจากฮอร์มุซมาไม่ได้ รวม 500-1,000 ล้านบาท
…การวางนโยบายใดก็ตาม “การบาลานซ์” คือหลักการสำคัญ เพื่อให้กลไกที่จะมาช่วยอุ้มราคาพลังงานของประเทศอย่างปตท.สามารถไปต่อได้ยาว ๆ และมีศักยภาพเติบโตได้ด้วย ไม่กดให้แคระแกร็น แล้ววันหนึ่งล้มหายตายจากไป หรือไม่ก็มีผู้ถือหุ้นใหม่แต่หน้าอาจเก่าเข้ามา
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…”ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)



















